Thai Rice Berry อีกหนึ่งความภูมิใจของไทย

ต้นกำเนิดของ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือที่ต่างชาติรู้จักกันดีคือ Thai rice berry นั้น หลายคนทราบดีว่าเป็นข้าวสารพันธุ์ไทย ซึ่งต้นกำเนิดจริง ๆ ของข้าวสายพันธุ์นี้คือ ถูกพัฒนาขึ้นโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่สามารถสร้างพันธุ์ข้าวชนิดนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ โดยมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณที่มาก โดยทดลองให้เกษตรกรปลูกจำนวน 520 ไร่ ในเขตเกษตรอินทรีย์บ้านนาเจริญ ตำบลดอนจิก อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี จนได้รับเครื่องหมายประกันคุณภาพจากหน่วยงานมากมาย

ทำไมจึงได้ชื่อว่าเป็น Thai rice berry ก็เพราะข้าวชนิดนี้เป็นข้าวของคนไทย ที่ได้มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 แถมเป็นข้าวที่สามารถปลูกได้ทั้งปี โดยเฉพาะในปัจจุบันกระแสรักษ์สุขภาพมาแรง ทำให้ข้าวชนิดนี้มีความต้องการของตลาดสูง ดูเหมือนว่า ข้าวชนิดนี้อาจจะเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้ชาวนาไทยลืมตาอ้าปากได้

ลักษณะข้าวไรซ์เบอรี่

ข้าวไรซ์เบอรี่มีลักษณะเรียวยาว ผิวมันวาว เป็นข้าวจ้าวสีม่วงเข้มคล้ายกับลูกเบอร์รี่ที่มีสีม่วงเข้มเมื่อสุก หากเป็นข้าวกล้องจะมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อีกทั้งยังมีรสชาติหอมมัน เนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม เนื่องจากผ่านการขัดสีเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น จึงยังทำให้คงคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้อย่างครบถ้วน ข้าวสายพันธุ์พิเศษสีม่วงนี้สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี มีอายุเก็บเกี่ยว 130 วัน ให้ผลผลิตปานกลาง มีความสามารถต้านทานต่อโรคไหม้ แต่ไม่ต้านทานโรคหลาว จึงแนะนำให้เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุกรอบของการปลูก ถึงแม้ว่าจะมีข้อดีอยู่มากในการปลูกข้าวสายพันธุ์นี้แต่ยังไม่เป็นที่นิยมเพาะปลูกในหมู่เกษตรกรมากนัก เนื่องจากเป็นพันธุ์ข้าวที่ดูแลรักษายาก ต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ อีกทั้งยังต้องปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งต้องปลูกในสภาพอากาศเย็น ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลต่อสีของเมล็ดข้าว และจะทำให้คุณค่าทางโภชนาการที่มีอยู่ในข้าวไรซ์เบอรี่มีไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

สรรพคุณ และคุณค่าทางอาหาร

ข้าวไรซ์เบอรี่ อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารสูง โดยคุณประโยชน์ที่เด่นชัดที่สุดจะพบได้ในน้ำมันรำข้าว และรำข้าว มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดี อุดมไปด้วยโฟเลจในปริมาณสูง นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายชนิด ได้แก่ เบต้าแคโรทีน, แกมมาโอไรซานอล, วิตามินอี, วิตามินบี 1, ลูทีน, แทนนิน, สังกะสี, โอเมก้า 3, ธาตุเหล็ก, โพลีฟีนอล และเส้นใย เป็นต้น ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการ

  • บำรุงร่างกาย
  • บำรุงสายตา
  • บำรุงระบบประสาท
  • ลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง
  • ช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย อาทิ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหลอดเหลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคสมองเสื่อม และโรคโลหิตจาง
  • มีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน ช่วยชะลอความแก่
  • ลดระดับไขมัน และคอเรสเตอรอลได้
  • เป็นการรับประทานเพียง 1 ที่ได้ถึง 2 เป็นทั้งข้าวที่เป็นอาหารหลักของคนไทย ทั้งยังเป็นสมุนไพรไปด้วยในตัว ครบทุกคุณประโยชน์แถมยังมีรสอร่อยถูกปากอีกด้วย

เพราะด้วยคุณสมบัติของข้าวไรซ์เบอร์รี่นี่เอง ทำให้เกิดความต้องการอย่างสูงในทางตลาด ไม่ว่าจะเป็นภาคครัวเรือน และภาคส่งออก รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมที่อาจจะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ และจากกระแสของการรักษ์สุขภาพนี่เอง ทำให้เกิดความต้องการบริโภคข้าว Thai rice berry หรือข้าวไรซ์เบอร์รี่ชนิดนี้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะด้วยคุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการของข้าวไรซ์เบอรี่ คือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น เบต้าแคโรทีน แกมมาโอไรซานอล วิตามินอี โฟเลตสูง แทนนิน สังกะสี มีดัชนีน้ำตาลต่ำ แถมรำข้าวและน้ำมันรำข้าวก็ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ในทางการแพทย์ยังนำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารโภชนบำบัด

แล้วจะไม่ให้รักไรซ์เบอร์รี่ได้อย่างไร แต่การจะทำให้ข้าวชนิดนี้ดีและพร้อมด้วยคุณภาพได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะปลูกและเก็บเกี่ยวกันง่ายๆ เพราะสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดคุณภาพได้นั้น จะต้องมีระบบการปลูกที่ได้มาตรฐาน ด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ 100% เท่านั้น จุดประสงค์เหล่านี้ก็เพื่อช่วยให้กระบวนการจากธรรมชาติ จากน้ำสู่ดิน จากดินสู่ผลผลิต ผ่านกระบวนการที่ละเอียดซับซ้อนเพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่าเต็มๆ ให้สมกับเป็นหนึ่งในข้าวสายพันธุ์ไทยแท้ เป็น rice Thailand อย่างเต็มความภาคภูมิใจของเกษตรกร

 

ที่มา   https://www.kasetorganic.com/ข้าวไรซ์เบอร์รี่.html

Leave a comment

Related Posts