9 ดอกไม้กินได้ อิ่มท้อง ประโยชน์เพียบ!

ดอกไม้เมืองไทยไม่ใช่มีดีแค่สวย เราเคยได้ยินว่าดอกของผักมักจะกินได้ เช่น ดอกแค ดอกกะหล่ำ บล็อกโคลี่ เป็นต้น แต่ดอกไม้ประดับ เช่น ดอกกุหลาบ ดอกชบา ดอกทานตะวัน ก็กินได้เช่นกัน วันนี้เราจะมาดูกันว่าดอกไม้กินได้ มีอะไรบ้าง มีคำถามยอดฮิตสำหรับคนที่ปลูกไม้ดอกไม้ประดับเอาไว้ที่บ้าน เพราะนอกจากเรื่องความสวยงามแล้ว ดอกไม้ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีประโยชน์สักเท่าไร อันที่จริงแล้ว ดอกไม้จัดสวนของเราสามารถนำมาประกอบอาหารรับประทานได้ แถมมีประโยชน์เพียบ เอาเป็นว่าจะมีดอกไม้อะไรที่ควรค่าแก่การรับประทาน หรือดอกไม้ชนิดไหนเอาไปทำอะไรอร่อยบ้าง เรามาไขคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ดอกชบา

ชบาเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ความสูง 2-4 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่เรียงสลับ ขอบใบคล้ายจักฟันเลื่อย ส่วนดอกจะออกดอกตามซอกใบ โดยมีกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ ลักษณะและสีของกลีบดอกขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งมีสีแดง สีชมพู สีส้ม สีเหลือง และสีขาว เกสรชูสูงเห็นเด่นชัดอยู่เหนือกลีบดอก นิยมนำดอกชบามาทำให้แห้ง แล้วสกัดเป็นชาหรือเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ เพราะดอกชบามีฤทธิ์ช่วยลดไข้และขับเสมหะ บำรุงเส้นผมและผิวพรรณ นอกจากนี้ยังสามารถนำดอกชบาไปชุบแป้งทอดหรือทำเป็นสลัดก็ได้

วิธีปลูก : ชบาเป็นพืชที่ปลูกง่าย เพราะสามารถขึ้นได้ในดินทุกสภาพ แต่ถ้าอยากให้เจริญงอกงามได้ดี ควรปลูกบนดินร่วนที่มีการระบายน้ำสะดวก และวางเอาไว้ในที่ที่ต้นชบาจะโดนแสงแดดเยอะ ๆ ด้วย ส่วนการรดน้ำ ก็ให้รดแค่เพียงวันละครั้ง และหากวันไหนมีฝนตกแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรดน้ำซ้ำอีก เพราะพืชชนิดนี้ไม่ชอบน้ำมาก ที่สำคัญอย่าปล่อยให้ดินเปียกหรือแฉะเกินไป ส่วนใครจะขยายพันธุ์เพิ่ม ต้นชบาสามารถทำได้ทั้งวิธีปักชำ เสียบยอด และติดตาค่ะ

สรรพคุณของดอกชบา

มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยบำรุงจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส ช่วยฟอกโลหิต ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคที่เกี่ยวกับไต ช่วยดับร้อนในร่างกาย แก้กระหาย และช่วยแก้ไข้ ช่วยเรียกน้ำย่อย ทำให้อาการมีรสชาติดีขึ้น ด้วยการใช้รากชบาน้ำไปต้มกับน้ำดื่ม ช่วยแก้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีระดูขาว ช่วยแก้ประจำเดือนไม่มา หรือมาช้า ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงประจำเดือน ใบชบาสามารถช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ เปลือกต้นชบาสามารถใช้รักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราได้ รากสด ๆ ของชบาพันธุ์ดอกขาวหรือแดง นำมาตำละเอียดใช้พอกฝีได้ ช่วยแก้อาการฟกช้ำบวม ด้วยการใช้รากสดของชบาพันธุ์ดอกขาวหรือแดงนำมาตำให้ละเอียด ใช้พอกแก้อาการฟกช้ำ ใบชบาช่วยบำรุงผมให้ดกดำเงางาม สามารถนำมาใช้ทำเป็นสีย้อมผ้าได้ โดยจะให้สีดำ เพราะในอดีตมีการนำมาใช้ย้อมผม ย้อมขนตา หรือนำไปทารองเท้า ดอกเหมาะสำหรับนำมาร้อยเป็นพวงมาลัย เพราะมีสีสดใสและดอกโต (หากไม่ยึดติดกับอคติในอดีต) เป็นดอกไม้ที่ทัดหูได้งดงามอีกชนิดหนึ่งเลยล่ะค่ะ

ดอกทานตะวัน

ดอกทานตะวัน ดอกไม้ที่มีเกสรขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยกลีบดอกสีเหลือง และมักจะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์เสมอ (ยกเว้นดอกที่แก่แล้ว) จึงทำให้ได้ชื่อว่าดอกทานตะวัน เมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 13-26 เซนติเมตร ความสูงลำต้นประมาณ 1-1.5 เมตร ใบมีลักษณะคล้ายหยักฟันเลื่อย ส่วนของดอกไม้ที่นำมารับประทานกันมากคือ เมล็ด โดยนำไปอบแห้งพร้อมแต่งรสไว้รับประทานเล่น และสกัดเป็นน้ำมันดอกทานตะวันสำหรับทำอาหาร นอกจากนี้ในส่วนดอกของดอกทานตะวันยังสามารถนำไปต้มรับประทานได้อีกด้วย

วิธีปลูก : การปลูกทานตะวันสามารถทำได้ด้วยการเพาะเมล็ด ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วว่าดอกทานตะวันจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ดีต่อดวงอาทิตย์ อีกทั้งยังทนต่อความร้อนได้ดี ฉะนั้นหากคิดจะปลูกก็ควรจัดหาพื้นที่ที่มีแสงแดดจัด ๆ หรือปลูกบริเวณกลางแจ้ง และปลูกด้วยดินร่วนปนดินทราย เพราะระบายน้ำได้ดีด้วย ส่วนเรื่องการรดน้ำ ก็ควรรดให้ดินชุ่ม แต่ไม่ต้องแฉะ เพราะทานตะวันเป็นพืชที่ต้องการน้ำในระดับปานกลาง

สรรพคุณของดอกทานตะวัน

  1. ดอกทานตะวันเป็นแหล่งของน้ำมันคุณภาพดี ที่เมื่อนำมาใช้ปรุงอาหารกินแล้วไม่มีโทษต่อร่างกาย เพราะน้ำมันที่สกัดมาจากดอกทานตะวันเป็นน้ำมันไม่อิ่มตัวสูงซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันการเกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจได้เป็นอย่างดี
  2. น้ำมันจากดอกทานตะวันหรือเมล็ดทานตะวันยังอุดมด้วยวิตามินที่จำเป็นอยู่ครบ จึงนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร เช่น เนยเทียม นมไม่มีไขมัน ฯลฯ และในเครื่องสำอาง เช่น ครีมบำรุงผิว ยาสระผมและครีมนวดผม ฯลฯ
  3. ดอกทานตะวันเมื่อนำมาทำเป็นน้ำดื่มก็ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย ช่วยต้านโรคได้หลายชนิด บำรุงสุขภาพ หายจากอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยได้เร็ว อย่างแก้อาการไข้หวัด บรรเทาอาการไอและวิงเวียนศีรษะจะเป็นลม
  4. ดอกทานตะวันมีเมล็ดที่นำมากินเป็นอาหารว่าง ซึ่งอุดมด้วยคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง มีโปรตีนที่มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ จึงเหมาะกับคนกินมังสวิรัติที่ไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ แถมยังมีไขมันสูงกว่าแป้ง มีธาตุเหล็กสูงกว่าไข่แดงหรือตับสัตว์อีกด้วย
  5. เมล็ดดอกทานตะวันเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินอีที่มีมากกว่าในถั่วเหลืองและข้าวโพดถึง 3 เท่า ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยรักษาผิวพรรณให้ยังคงความชุ่มชื้น ดูอ่อนเยาว์ เพราะจะต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของผิวพรรณ
  6. เมล็ดของดอกทานตะวันมีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทำให้หัวใจแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจวายและการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ลดความดันโลหิตสูง
  7. ดอกทานตะวันมีสรรพคุณช่วยชะลอการเกิดโรคต้อกระจก ทำให้สายตาเป็นปกติ มองเห็นได้ชัดเจนไม่เสื่อมเร็ว
  8. ประโยชน์ของต้นอ่อนทานตะวันนำมาทานเป็นอาหารได้ ต้นอ่อนทานตะวันที่เพาะมาจากเมล็ดนั้นสามารถนำมาใช้ทำเป็นอาหารรวมถึงน้ำดื่มเพื่อสุขภาพได้ ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติกรอบอร่อยและย่อยง่ายแล้ว ยังมีทั้งวิตามินและเกลือแร่หลากหลาย ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงสมอง และป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี
  9. ดอกทานตะวันมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ที่ช่วยแก้อาการท้องผูก ทำให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยขับปัสสาวะ
  10. ดอกทานตะวันช่วยให้ระบบสืบพันธุ์เป็นปกติ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องก่อนที่ประจำเดือนจะมา หรือในระหว่างที่มีประจำเดือนก็ทำให้หายจากอาการปวดท้องได้ แก้อาการตกขาวด้วย
  11. สรรพคุณดอกทานตะวันมีสรรพคุณช่วยขับลม แก้อาการปวดท้องแน่นหน้าอก รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และแก้โรคบิดได้
  12. รากของดอกทานตะวันมีประโยชน์ในทางการแพทย์ ซึ่งจะใช้เป็นอาหารให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานได้ เพราะมีวิตามินบี 1 รวมทั้งแร่ธาตุที่มีสรรพคุณช่วยแก้อาการของโรคนี้ได้ดี
  13. ดอกทานตะวันมีฤทธิ์ที่ช่วยถอนพิษไข้ ใช้เป็นยาขับพิษร้อน ทำให้อวัยวะภายในร่างกายมีความชุ่มชื้น
  14. ดอกทานตะวันสีเหลืองสวยเด่นมีประโยชน์ใช้ทำเป็นสีย้อมผ้าเพื่อให้เป็นสีเหลือง และนิยมใช้ตกแต่งในงานพิธีต่าง ๆ หรือใช้เยี่ยมคนป่วยเพราะจะให้ความรู้สึกสดใส

กุหลาบ

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักดอกกุหลาบ ดอกไม้แห่งความรักที่มีสีสันสดใสอย่าง สีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลือง ฯลฯ ซึ่งต้องบอกว่านอกจากจะนำมาจัดสวน ตกแต่งบ้าน หรือมอบให้คนรักในโอกาสสำคัญแล้ว ดอกกุหลาบยังนำมารับประทานได้ โดยเมนูเด็ดของดอกกุหลาบสำหรับคนไทย ต้องยกให้การนำกลีบดอกกุหลาบไปชุบแป้งทอด หรือนำไปใส่ในแกงต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มสีสัน นอกจากนี้ก็เป็นดอกไม้อีกหนึ่งชนิดที่นิยมนำไปสกัดเป็นชา

วิธีปลูก : แม้กุหลาบจะออกดอกได้ดีในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว แต่ก็สามารถปลูกดอกกุหลาบได้ทั้งปี โดยดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วน ดินเหนียวผสมดินร่วน หรือดินเหนียวผสมทราย และแน่นอนว่าดินต้องระบายน้ำได้ดี แถมพื้นที่ปลูกต้องมั่นใจว่ากุหลาบจะได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสมด้วย ซึ่งถ้าปลูกไว้ใกล้แหล่งน้ำได้ ก็จะดีมาก ในเรื่องของการรดน้ำ ควรให้น้ำในระบบน้ำหยดหรือรดน้ำ หรือถ้าพื้นที่ปลูกไม่มากก็ให้รดอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง โดยช่วงหน้าร้อนควรจะรดตอนแดดจัด ๆ แต่ถ้าเป็นหน้าฝน อาจจะเปลี่ยนเป็นรดน้ำวันเว้นวัน หรือรดแค่ในวันที่ฝนไม่ตกก็ได้ นอกจากนี้กุหลาบยังเป็นพืชที่ถูกรบกวนจากศัตรูพืชและเชื้อราได้ง่าย ทางที่ดีควรหมั่นตรวจดูแลต้นกุหลาบเป็นประจำ ถ้าเมื่อไรที่พบแมลงให้รีบกำจัดทิ้งทันที

สรรพคุณของกุหลาบ

  1. กุหลาบมีวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย อาทิ วิตามินซี วิตามินบี วิตามินเค แคโรทีน แคลเซียม โพแทสเซียม ทองแดง หรือไอโอดีน ซึ่งจะมีมากในกลีบกุหลาบ ทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นระบบเลือด ระบบหัวใจ หรือระบบต่อมไร้ท่อ
  2. สรรพคุณของกุหลาบนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ โดยกลิ่นของกุหลาบมีคุณสมบัติช่วยบำบัดอารมณ์ในทางลบ คลายความเครียดได้ดี ลดความวิตกกังวลหรือความเหนื่อยล้าทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยกลิ่นหอม ๆ ของกุหลาบยังช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เลือดลมไหลเวียนดี และสมองมีการจดจำที่ดีขึ้น
  3. น้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวและวิงเวียนได้ด้วย
  4. กุหลาบมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบ ฆ่าเชื้อโรค เชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย สมานแผลให้หายเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการของโรคผิวหนังต่าง ๆ ได้ดี
  5. กุหลาบมีคุณสมบัติที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะการช่วยปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด หากมีอาการของผิวไหม้จากแดดเผาก็จะทุเลาลง เพราะมีเหล่าสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลายและในปริมาณมาก
  6. กุหลาบมีสรรพคุณช่วยรักษาสิวอักเสบ ซึ่งมักจะเป็นมากในคนที่มีปัญหาของผิวมันและผิวแพ้ง่าย โดยจะทำให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียน ไร้สิว ผิวดูสดใสและมีสุขภาพดี นอกจากนี้มีบางคนใช้น้ำดอกกุหลาบมาแทนโทนเนอร์เพื่อทำความสะอาดผิวหน้าซึ่งจะทำให้ผิวไม่แห้ง
  7. ประโยชน์ของกุหลาบช่วยบำรุงผิวพรรณของร่างกายให้ยังคงความชุ่มชื้น กักเก็บความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยออกจากผิวได้เร็ว ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดหรือมีสภาพผิวแบบไหน อย่างเช่นในผู้สูงอายุจะมีผิวแห้งเป็นส่วนใหญ่ก็ทำให้ผิวนุ่มเนียนน่าสัมผัสได้
  8. กุหลาบมีประโยชน์ต่อระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ช่วยยับยั้งการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ หากมีอาการของประจำเดือนมามากหรือไม่ปกติ ปวดท้องประจำเดือน ก็จะแก้ได้ด้วยการช่วยปรับฮอร์โมนให้เป็นปกติ และช่วยบำรุงมดลูกด้วย
  9. กุหลาบสามารถทำเป็นชาสมุนไพรได้ ซึ่งให้ทั้งกลิ่นหอมและรสหวานละมุนแล้ว ยังมีประสิทธิภาพในการช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง และมีสรรพคุณเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้หวัด รักษาอาการหลอดลมอักเสบ เป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่ดีและปลอดภัยต่อสุขภาพ
  10. ชากุหลาบมีฤทธิ์ในการช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ
  11. ชากุหลาบมีสรรพคุณช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับความดันในเลือดอยู่ในระดับปกติ ป้องกันโรคอุดตันในเส้นเลือด
  12. กุหลาบมีประโยชน์ในการลดอาการปวดของกล้ามเนื้อหรือปวดข้อให้ดีขึ้น โดยการนำน้ำดอกกุหลาบหรือน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกุหลาบหยดผสมลงในน้ำเพื่อใช้อาบน้ำ และบางครั้งก็อาจทำเป็นสเปรย์น้ำดอกกุหลาบซึ่งเมื่อใช้ฉีดพ่นบริเวณที่ปวดก็จะช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อได้เช่นกัน
  13. กุหลาบแห้งที่บดเป็นผงเราสามารถใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับในช่องปาก ทำให้ฟันและเหงือกแข็งแรง

ดอกขจร

อีกหนึ่งดอกไม้จัดสวนที่หลายคนนิยมนำมาทานก็คือ ดอกขจร ไม้เลื้อยเถาเล็ก ที่มีน้ำยางสีขาว ดอกสีเขียวอมเหลือง ออกดอกเป็นช่อ แต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 10-20 ดอก โดยปลายกลีบของดอกจะแยกเป็น 5 แฉก และเมื่อดอกบานจะส่งกลิ่นหอมในช่วงเย็นจนถึงกลางคืน ซึ่งคนไทยก็นิยมนำไปทำเป็นเมนูอาหารกันหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด เช่น ข้าวต้มดอกขจร ดอกขจรผัดน้ำมันหอย แกงจืดดอกขจร และยำดอกขจร เพราะนอกจากดอกขจรจะให้รสชาติอร่อยแล้ว ยังให้ประโยชน์ดี ๆ ต่อสุขภาพ ทั้งช่วยบรรเทาอาการปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ขับเสมหะ และแก้ท้องเฟ้อ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยบำรุงสายตา เลือด ตับ และฮอร์โมนของผู้หญิงอีกด้วย เรียกได้ว่าใครที่ปลูกดอกขจรไว้ที่บ้าน เท่ากับได้ประโยชน์คูณ 3 เลยล่ะ

วิธีปลูก : การปลูกต้นขจร ควรปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่จะให้ผลดีที่สุดหากปลูกในดินร่วนปนทราย โดยขุดหลุมลึก 30-50 เซนติเมตร แล้วใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี จากนั้นนำกิ่งลงปลูกและกลบให้แน่น สามารถรดน้ำได้วันละ 1-2 ครั้ง เพราะจริง ๆ แล้วขจรเป็นพืชที่ชอบแดดจัดและไม่ต้องการน้ำมากเท่าไร ส่วนใครที่อยากขยายพันธุ์เพิ่ม ก็สามารถทำได้โดยการปักชำหรือทาบกิ่ง ส่วนเรื่องศัตรูพืช ต้นขจรเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีศัตรูมารบกวน แต่ก็ต้องคอยระวังเรื่องเพลี้ยไฟมาเกาะบ้าง

สรรพคุณของขจร

ช่วยบำรุงโลหิต ช่วยรักษาโลหิตเป็นพิษ ช่วยบำรุงหัวใจ แก่นและเปลือกใช้เป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย ดอกและยอดใบอ่อนมีวิตามินสูง การรับประทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดีช่วยรักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรือตากอากาศเย็น  ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน รากมีรสเบื่อเย็น ใช้รับประทานเพื่อให้เกิดอาการอาเจียน ช่วยถอนพิษยาเยื่อเบา รากนำมาฝนหยอดตาแก้ตาอักเสบ ตาแดง ตาแฉะ ตามัว บ้างว่านำมาใช้ผสมกับยาหยอดตาแล้วใช้หยอดตา ช่วยขับเสมหะ แก้เสมหะและโลหิต ดอกมีรสเย็นขมและหอม ช่วยบำรุงปอด ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยในการขับถ่าย ช่วยบำรุงฮอร์โมนของสตรี ช่วยบำรุงตับและไต รากใช้เป็นยาดับพิษทั้งปวง ช่วยทำให้รู้รสชาติของอาหารและช่วยดับพิษยา

ดอกเข็ม

ต้นเข็ม เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 3-5 เมตร มีดอกขนาดเล็กปลายแหลม กลีบสีแดง สีชมพู สีเหลือง สีส้ม หรือสีขาวรวมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าดอกเข็มเป็นดอกประจำวันไหว้ครู แต่จุดเด่นอีกอย่างของดอกเข็ม ก็คือน้ำหวานที่หลาย ๆ คนชอบดูดเล่น รวมถึงการนำดอกเข็มมาชุมแป้งทอด ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตด้วย โดยการทานดอกเข็มก็ไม่ใช่แค่อร่อย หอมหวานอย่างเดียว แต่ดอกเข็มยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น ลดอาการคลื่นไส้ แก้อาการเบื่ออาหาร บรรเทาอาการเจ็บคอ หลอดลมอักเสบ โรคหอบหืด และลดความดันโลหิตได้ด้วย

วิธีปลูก : ต้นเข็มสามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและในแปลง โดยการปลูกต้นเข็มในกระถาง ก็ให้ใช้กระถางทรงสูงใส่ดินร่วมผสมปุ๋ยและแกลบ วางเอาไว้ในที่ที่มีแสงแดด ที่สำคัญคือควรเปลี่ยนกระถางและดินเมื่อต้นมีอายุครบ 1 ปี สำหรับการปลูกในแปลง แต่ละหลุมควรมีขนาด 30X30X30 เซนติเมตร และปลูกด้วยดินร่วมผสมปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 1 : 2 ส่วนการดูแลรักษาก็ไม่ยาก เพียงแค่รดน้ำสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เนื่องจากพืชชนิดนี้ชอบแสงแดดจัด ๆ ดังนั้นควรใส่ใจในเรื่องพื้นที่ปลูก ที่จะโดนแสงมากกว่า

สรรพคุณของเข็ม

รากใช้ปรุงเป็นยาบำรุงไฟธาตุ ใช้เป็นยารักษาตาพิการ ใช้เป็นยาแก้เสมหะและกำเดา ใช้เป็นยาบรรเทาอาการบวม

ดอกบัว

บัว เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินในน้ำ แต่มีก้านบางส่วนและดอกจะชูขึ้นมาเหนือน้ำ ส่วนดอกมีด้วยกันหลายสี ต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ เป็นดอกไม้ที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมนำไปไหว้พระ หรือนำดอกบัวไปตากแห้งมาชงดื่ม ซึ่งช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับ ลดน้ำหนัก และสร้างเสริมระบบสืบพันธุ์ได้ หรือหากใครสนใจอยากจะใช้กลีบดอกบัวปรุงเป็นอาหาร ก็สามารถทำเป็นเมนูเมี่ยงกลีบบัว ได้ ส่วนอื่น ๆ ก็สามารถนำมารับประทานได้ เช่น เม็ดบัว สำหรับใบบัวก็นำไปห่ออาหารได้ เช่น ข้าวห่อใบบัว เป็นต้น

วิธีปลูก : การปลูกบัวปลูกได้ทั้งในดินแห้งและดินโคลน โดยปลูกได้ทั้งดินร่วนและดินเหนียวที่มีหน้าดินเป็นโคลนตมไม่หนา แต่บัวจะเจริญเติบโตในดินเหนียวได้ดีกว่า หากปลูกในดินร่วนก็ให้ใบเยอะกว่า โดยจะใช้วิธีแยกเหง้า ยาวประมาณ 2-3 ข้อ มีตาประมาณ 2-3 ตา แล้วนำปักลงไปในหลุมหรือในดิน แต่ให้ข้อเหนือดินประมาณ 1-2 ข้อ จากนั้นก็ปล่อยน้ำให้สูงกว่าปลายเหง้าบัวเล็กน้อย จากนั้นรอให้ต้นบัวเริ่มงอกและตั้งตัวได้จึงปล่อยน้ำเข้าแปลงอีกครั้ง

สรรพคุณของดอกบัว

  1. ดอกบัวเหมาะกับคนที่มีอาการอ่อนเพลีย เพิ่งหายจากอาการป่วยไม่สบาย หรือในหญิงตั้งครรภ์แล้วมีอาการแพ้ท้อง อาเจียนจนไม่มีแรง ให้กินเม็ดบัวอาจเป็นแบบสดหรือแบบแห้งก็ได้ เพราะเป็นแหล่งรวมของสารอาหารหลายชนิดสูง เพิ่มพลังงานให้ร่างกาย ทำให้กลับมามีแรงยิ่งขึ้น
  2. ดอกบัวมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการหวัด แก้อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และยังเป็นยาแก้ไอ แก้ไข้ ด้วยการหั่นใบบัวให้ละเอียด ตากแดดจนแห้ง จึงนำมาใช้มวนเพื่อสูดดมกลิ่น
  3. ดอกบัวเกือบทุกส่วนมีคุณสมบัติที่ช่วยรักษาอาการท้องเสีย ท้องเดิน ท้องร่วง หรือมีอาการบิดเรื้อรัง ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของลำไส้
  4. ประโยชน์ของดอกบัวเป็นยาบำรุงร่างกายที่ดี ไม่ว่าจะเป็นกลีบดอก เม็ดบัว เกสรบัว ใบแก่หรือรากบัว ต่างก็มีสรรพคุณที่ช่วยบำรุงกำลัง ทำให้ร่างกายสดชื่น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงครรภ์ เป็นต้น
  5. สรรพคุณของดอกบัวมีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียด มีอารมณ์หงุดหงิดหรือมีความวิตกกังวล ดูแลระบบประสาทและบำรุงสมอง ทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
  6. ดอกบัวใช้เป็นยาช่วยรักษาแผลพุพอง ฝาดสมานแผล และยังมีสรรพคุณช่วยห้ามเลือด ทำให้เลือดหยุดไหลออกมาได้เร็วขึ้น
  7. ดอกบัวมีสรรพคุณช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเม็ดบัวที่เป็นแหล่งรวมของสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งได้ ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ของอวัยวะภายในร่างกายเสื่อมเร็ว รวมถึงในส่วนของผิวพรรณก็ไม่เหี่ยวย่น ริ้วรอยลดลง และชะลอความแก่
  8. ดอกบัวถือเป็นยาโบราณที่มีฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิตสูง ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ และลดไขมันในเส้นเลือด จึงเป็นอาหารและยาที่ดีสำหรับคนที่มีอาการเกี่ยวกับโรคเหล่านี้
  9. ดอกบัวมีสรรพคุณแก้อาการปวดหัว ปวดท้ายทอย วิงเวียน มึนงง มีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม โดยการใช้เกสรบัวมาเป็นส่วนผสมในยาหอม เมื่อชงน้ำดื่มแล้วจะช่วยให้อาการดีขึ้น ทำให้ชุ่มชื่นใจ ช่วยชูกำลัง และยังช่วยขับเสมหะ
  10. ดอกบัวในส่วนของดีบัวนั้นมีคุณสมบัติที่สามารถเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ และลดไขมันที่ไปเกาะบริเวณผนังหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี เสริมสร้างให้หัวใจแข็งแรงทำงานได้ดีขึ้น
  11. ดอกบัวยังมีประโยชน์ทำเป็นอาหารได้ทั้งคาว อาทิ แกงส้มสายบัว ใส่ในแกงเลียงหรือผัดเผ็ด และเป็นผักจิ้มน้ำพริก ส่วนของหวาน เช่น เม็ดบัวเชื่อม ขนมหม้อแกงใส่เม็ดบัว น้ำรากบัว ฯลฯ นอกจากนี้ใบบัวยังใช้ห่ออาหารอย่างข้าวห่อใบบัว และแม้กระทั่งใช้ห่อสิ่งของก็ยังได้

ดอกเฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้า เป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ใบเดี่ยว รูปไข่ ส่วนดอกประกอบไปด้วยใบประดับ ช่อดอก และใบดอกหลากสี เช่น สีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลือง สีส้ม ส่วนที่คนส่วนใหญ่นำมาทานชุบแป้งทอด ทว่าหากอยากให้การทานดอกเฟื่องฟ้ามีประโยชน์แบบสุด ๆ ขอแนะนำให้ทานดอกสีแดง สีชมพู หรือสีม่วง เพราะดอกเฟื่องฟ้าทั้ง 3 สีนี้ จะมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งอยู่สูง

วิธีปลูก : เฟื่องฟ้าสามารถปลูกได้หลายวิธี แต่ที่นิยมที่สุดคือการปักชำ เนื่องจากประหยัด เร็ว และง่าย โดยวิธีการปลูกจะนำกิ่งแก่ความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ควรตัดในช่วงที่ยังไม่ออกดอก มาปักลงในดินผสมอินทรีย์วัตถุ เช่น แกลบ ขี้เถ้า ขี้เลื่อย หรือขี้วัว หลังจากนั้นก็เพียงแค่รดน้ำวันละครั้งทุกวัน เพียงไม่นานต้นเฟื่องฟ้าก็จะเริ่มโตแล้ว ทว่าควรระวังอย่าให้มีน้ำมากเกินไป เพราะอาจทำให้ต้นเฟื่องฟ้าไม่ออกดอกหรือตายได้ แล้วก็อย่าลืมหมั่นกำจัดหนอน เพลี้ยอ่อน และผีเสื้อกลางคืนที่อาจมารบกวนต้นเฟื่องฟ้าด้วย

สรรพคุณของเฟื่องฟ้า

  1. ดอกเฟื่องฟ้ามีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจและระบบขับถ่าย (บางข้อมูลระบุว่าดอกเฟื่องฟ้ามีสรรพคุณช่วยบำรุงโลหิตและใช้แทนเครื่องหอมได้ด้วย)
  2. ดอกเฟื่องฟ้า (สายพันธุ์ Bougainvillea glabra Choisy.) มีรสขมฝาด เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อตับ ใช้เป็นยาแก้ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี รักษาสตรีที่ประจำเดือนไม่มาหรือมุตกิดตกขาวของสตรี ด้วยการใช้ดอกที่เป็นยาแห้งครั้งละ 10-15 กรัมนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยาตามที่ต้องการ
  3. เฟื่องฟ้าดอกขาว (Bougainvillea spectabilis Willd.) ในประเทศจีนจะไม่นิยมนำมาใช้ทำยา แต่ในประเทศไทยจะมีการนำรากมาใช้เป็นยาแก้พิษต่าง ๆ

ดอกโสน

โสน มีอีกชื่อหนึ่งซึ่งทางภาคเหนือเรียกว่า ผักฮองแฮง เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 2-4 เมตร แตกกิ่งค่อนข้างน้อย เปลือกไม้สามารถลอกเป้นเส้นใช้แทนเชือกได้ ใบดูคล้ายใบมะขาม ในฝักเรียวยาวคล้ายถั่วฝักนาว มีดอกมีสีเหลือง ลักษณะคล้ายดอกแค แต่มีขนาดเล็กกว่า และสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายประเภททั้งผัด แกง ทอด เช่น ไข่เจียวดอกโสน ลาบดอกโสน แกงดอกโสน ยำดอกโสน ดอกโสนผัดน้ำมันหอย เป็นต้น

วิธีปลูก : โสนสามารถขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่หากจะปลูกทำได้โดยการเพาะเมล็ด โดยควรปลูกในดินชื้น พื้นที่ลุ่ม ริมน้ำ เพราะต้นโสนจะเติบโตเองได้ดีจากฝนที่ตกหรือการซึมของบ่อน้ำ ทว่าถ้าบ้านไม่ใครมีแหล่งน้ำ ก็สามารถปลูกโสนในดินที่มีความชื้นน้อยได้เหมือนกัน แต่ต้องคอยรดน้ำบ่อยหน่อย หากใครอยากให้ต้นโสนเจริญงอกงามได้ดี นักวิจัยจากศูนย์พันธ์วิศวกรรมแห่งชาติก็แนะนำว่า ให้นำเมล็ดโสนไปน้ำร้อนสักประประมาณ 10 นาทีก่อน จากนั้นก็นำไปแช่ในน้ำกรดแบตเตอร์รี่สัก 30 นาที  เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้โสนงอกงามพร้อมกัน อีกทั้งยังแก้ปัญหาดินเค็มและช่วยกำจัดศัตรูพืชด้วย

สรรพคุณของโสน

ดอกโสนมีรสจืด มัน เย็น มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ รากโสนมีรสจืด มีสรรพคุณเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ  ดอกมีสรรพคุณเป็นยาสมานลำไส้ ใช้แก้อาการปวดมวนท้อง ต้นโสนมีรสจืด แพทย์แผนโบราณจะนำต้นมาเผาให้เกรียม แล้วนำมาแช่น้ำให้เป็นด่าง ใช้ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ ใบใช้ตำเป็นยาพอกแผล ส่วนดอกก็สามารถนำมาปรุงเป็นยาพอกแผลได้เช่นกัน ใบโสนมีรสจืดเย็น นำมาตำผสมกับดินประสิวและดินสอพอง ใช้เป็นยาพอกแก้ปวดฝี ช่วยถอนพิษ ดอกใช้เป็นยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย

ดอกอัญชัน

อัญชันเป็นไม้เลื้อย เถาอ่อนและมีขนาดเล็ก เลื้อยไปได้ไกลถึง 20 ฟุต ใบค่อนข้างกลม มีขนปกคลุมทั่ว ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีน้ำเงิน สีม่วง หรือสีขาว มีทั้งแบบดอกชั้นเดียวและแบบดอกซ้อนกัน จุดเด่นอยู่ที่การนำอัญชันมาสกัดเป็นสีผสมอาหาร ช่วยให้อาหารมีสีสันน่าทานขึ้น รวมถึงการนำดอกไปทำน้ำอัญชัน ก็อร่อยและได้ประโยชน์ไม่แพ้เครื่องดื่มอื่น ๆ ด้วย

วิธีปลูก : แค่มีรั้วหรือไม้ในต้นอัญชันเลื้อยก็สามารถนำต้นกล้าหรือเมล็ดมาปลูกต้นอัญชันที่บ้านได้แล้ว เพราะพืชชนิดนี้เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่ายมาก แถมออกดอกตลอดทั้งปี และไม่ค่อยมีโรคหรือแมลงมารบกวน แต่หากใครอยากจะปลูกอัญชันให้เจริญเติบโตได้ดี แนะนำให้เพาะเมล็ดในดินร่วนปนทรายผสมปุ๋ยหมักกับปุ๋ยคอก แล้วรดน้ำให้ชุ่มประมาณวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น รวมถึงควรปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดด แต่ไม่จัดเกินไป ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จึงจะเริ่มออกดอก

สรรพคุณของอัญชัน

น้ำอัญชันมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เครื่องดื่มน้ำอัญชันช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายและเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยแห่งวัย มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือด ดอกอัญชันมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ ช่วยรักษาอาการผมร่วง อัญชันทาคิ้ว ทาหัว ใช้เป็นยาปลูกผม ปลูกขนช่วยให้ดกดำเงางามยิ่งขึ้น (น้ำคั้นจากดอก) ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดอุดตัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน อัญชันมีคุณสมบัติในการช่วยล้างสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาฟาง ตาแฉะ (น้ำคั้นจากดอกสดและใบสด) ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ต้อหิน ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น นำรากไปถูกับน้ำฝน นำมาใช้หยอดตาและหู นำมาถูฟันแก้อาการปวดฟันและทำให้ฟันแข็งแรง ใช้เป็นยาระบาย แต่อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ ใช้รากปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะพิการ ใช้แก้อาการฟกช้ำ ช่วยป้องกันและแก้อาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า นำมาทำเป็นเครื่องดื่มน้ำอัญชันเพื่อใช้ดับกระหาย ดอกอัญชันตากแห้งสามารถนำมาชงดื่มแทนน้ำชาได้เหมือนกัน ดอกอัญชันนำมารับประทานเป็นผัก เช่น นำมาจิ้มน้ำพริกสด ๆ หรือนำมาชุบแป้งทอดก็ได้ น้ำดอกอัญชันนำมาใช้ทำเป็นสีผสมอาหารโดยให้สีม่วง เช่น ขนมดอกอัญชัน ข้าวดอกอัญชัน ช่วยปลูกผมทำให้ผมดกดำขึ้น ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่าง ครีมนวดผม ยาสระผม เป็นต้น นิยมนำมาปลูกไว้ตามรั้วบ้านเพื่อความสวยงาม

นอกจากดอกไม้จัดสวนนี้จะช่วยให้สวนที่บ้านของเราด้วยได้แล้ว ยังนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เห็นไหมคะว่าน่าปลูกทุกต้นเลย ว่าแล้วก็ไปจัดสวนพร้อม ๆ กันเลยค่ะ ส่วนใครที่มีต้นไม้ดอก ไม้ประดับเหล่านี้อยู่ที่บ้านแล้ว ก็อย่าลืมไปนำดอกไม้เหล่านี้มาลองทำตามกันนะคะ

 

ที่มา   https://home.kapook.com/view181069.html ,  https://medthai.com/

Leave a comment

Related Posts