แก้ภัยแล้ง-สารเคมี ด้วย “ผักหวานป่า”

201603171536004-20021028190531-728x546

ภายใต้ภาวะอากาศแห้งแล้งเช่นนี้ได้มีชาวบ้านที่ชุมชนสันป่าสักพัฒนา จ.เชียงราย รายหนึ่งหันมาปลูกพืชที่ทนแล้งและสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังตอนกิ่งและนำเมล็ดผักหวานป่าที่ได้ออกขายสร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดีด้วย

โดยบุคคลนั้นคือนายจตุพงษ์ ตาเปียง อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 140 ม.10 ต.ปล้อง อ.เทิง จ.เชียงราย ปัจจุบันเป็นนิติกรอยู่เทศบาล ต.สบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา และได้อาศัยวันว่างร่วมกับครอบครัวพัฒนาพื้นสวนประมาณ 30 ไร่ห่างจากหมู่บ้านเล็กน้อยเป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่คุ้มค่าด้วยการปลูกผักหวานป่าปะปนไปกับสวนลำไยและพื้นที่เดิมที่เคยปลูกข้าวโพด ซึ่งภายหลังจากปลูกมาได้ประมาณ 5 ปีสามารถเก็บยอดผักหวานป่าออกขายทุกๆ 3 วัน ให้ลูกค้าที่สำนักงานจนหมดทุกครั้ง นอกจากนี้ยังตอนกิ่งและนำเมล็ดผักหวานป่าที่ได้ออกขายสร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดีด้วย

โดยปัจจุบันสามารถเก็บผักหวานขายส่งได้กิโลกรัมละ 200-300 บาท ซึ่งเมื่อพ่อค้าแม่ค้านำไปวางขายที่ตลาดก็จะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละประมาณ 400 บาท ส่วนเมล็ดจำหน่ายเป็นผลสดกิโลกรัมละ 300-350 บาท ซึ่งนายจตุพงษ์จะจำหน่ายแบบเพาะชำในถุงดำให้พร้อมมีพืชพี่เลี้ยงเป็นต้นดอกแคให้ 1 ต้นคู่กันเพราะผักหวานเป็นพืชป่าที่มีความแปลกโดยหากปลูกคู่กับพืชที่เหมาะสมจะเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้ยังจำหน่ายกิ่งตอนกิ่งละตั้งแต่ 150-300 บาทแล้วแต่ขนาดอีกด้วย ส่วนการดูแลต้นผักหวานพบว่าเป็นด้วยความง่ายดายกว่าพืชชนิดอื่นๆ

นายจตุพงษ์ กล่าวว่าตนสนใจด้านการเกษตรมาตั้งแต่เด็กเพราะพ่อแม่มีอาชีพทางการเกษตร ต่อมาเมื่อเรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายและไปต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงจนจบการศึกษาแล้วออกไปทำงานแล้ว ก็ได้หันมาใช้เวลาว่างพัฒนาการเกษตรโดยเห็นว่าการปลูกพืชต่างๆ เช่น ยางพารา ข้าวโพด ลำไย ฯลฯ ก็มีราคาไม่แน่นอน ใช้น้ำและสารเคมีมาก หลายชนิดต้องแผ้วถางพื้นที่ทำให้หน้าดินและป่าไม้เสียหาย ต่อมาได้มีโอกาสพบพ่อหน่อ แม่มอญ ชาว อ.ขุนตาล ที่อยู่ในชุมชนสันติอโศกก็ได้เรียนรู้การนำเมล็ดผักหวานป่ามาปลูก โดยปลูกปะปนไปกับพืชชนิดอื่นๆ โดยไม่ต้องหาพื้นที่ใหม่ด้วยการใช้เหล็กแหลมเล็กแทงลงไปในดินลึกประมาณ 1 ฟุต จากนั้นหยอดเมล็ดที่นำมาเพาะจนมีรากงอกแล้วลงไปหลุมละ 3-4 เม็ด จากนั้นก็ดูแลพืชชนิดอื่นๆ ไปพลางก่อนรอประมาณ 1.6 ปีต้นผักหวานก็จะเติบโตแล้วให้ยอดเป็นผลผลิตไปตลอด

“ซึ่งการดูแลรักษาน้อยมากเพราะเป็นพืชป่าที่แทบจะไม่ต้องให้น้ำ ปุ๋ย หรือไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ เพราะมีภูมิคุ้มกันแมลงหรือสัตว์อื่นๆ ในตัวเอง เมื่อปลูกเมล็ดไว้เฉยๆ ก็ขึ้นต้นเองและมีอายุหลายสิบปีโดยมีลำต้นใหญ่เหมือนไม้ยืนต้นทั่วไป ผมจึงเห็นว่าคุ้มค่าและเหมาะกับทุกพื้นที่โดยเฉพาะที่สูงไมมีน้ำมาก กระนั้นเนื่องจากผักหวานป่าท้องถิ่นภาคเหนือมีใบยาวเรียวและใช้เวลาปลูกนาน จึงหันไปซื้อเมล็ดพันธุ์จาก จ.สระบุรี พบว่าใบใหญ่โตและใช้เวลาปลูกสั้นกว่า อายุแค่ 2 ปีก็สามารถตอนกิ่งขยายพันธุ์หรือขายได้ ที่สำคัญรสชาดอร่อยเหมือนเดิม” นายจตุพงษ์ กล่าวและว่า

ปัจจุบันมีผู้สนใจติดต่อขอซื้อทั้งเมล็ด กิ่งตอนและยอดใบอย่างต่อเนื่องแต่ตนไม่พอจะผลิตขายให้ รวมทั้งมีผู้เดินทางไปศึกษาดูงานที่บ้านและสวนอย่างต่อเนื่อง ตนจึงแนะนำให้ผู้สนใจปลูกเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำแล้งและรักษาผืนดิน เพราะเป็นไม้ยืนต้นที่ดูแลง่ายแบบพืชป่าทำให้ธรรมชาติสมบูรณ์และไม่ต้องใช้น้ำมากหรือโทรติดต่อได้ที่  089-4325413

 

ที่มา  https://www.matichon.co.th/news/74026

Leave a comment

Related Posts