10 ต้นไม้ปลูกแล้วจะดูดพลังด้านบวกเข้าสู่ร่างกาย

การปลูกต้นกระบองเพชร

การปลูกกระบองเพชรด้วยเมล็ด : ให้นำเมล็ดแก่หรือเมล็ดจากผลที่ปริแตก มาแช่น้ำ 2-5 นาที จากนั้นล้างเมือกออก แล้วตากแดดให้แห้งประมาณ 1-2 วัน พักไว้อีก 1-2 เดือน ค่อนนำมาปลูกลงในกระถาง  โดยใช้ทรายหรือดินร่วนผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกในอัตรา 1:1 ส่วน ใส่ลงในกระถางพลาสติกเล็ก ๆ เพื่อทำการเพาะ ก่อนนำเมล็ดมาโรยแล้วเกลี่ยดินกลบเล็กน้อย ก่อนจะรดน้ำให้ชุ่มแล้วนำถุงพลาสติกมาหุ้มคลุมไว้ วางไว้ในที่มีแดดรำไร พร้อมกับเช็กเป็นระยะ หากดินแห้งให้หมั่นรดน้ำเป็นประจำ หากพบว่าเมล็ดงอกเป็นต้นอ่อนได้ 2-3 วัน ค่อยย้ายไปปลูกในกระถางใหญ่ หากต้องการปลูกในแปลงเพื่อทำแนวรั้ว ให้ผสมดินร่วนกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 3:1 แล้วขุดดินเพื่อปลูก ขนาดหลุมประมาณ 30x30x30 เซนติเมตร

การปักชำต้นกระบองเพชร

วิธีการขยายพันธุต้นกระบองเพชรที่ง่ายและรวดเร็ว เลยเป็นที่นิยมกันมาก โดยเตรียมวัสดุปลูกเหมือนกับการปลูกในกระถาง จากนั้นนำต้นหรือกิ่งจากต้นแม่มาปักชำลงกระถาง วางไว้ในที่แดดรำไร และรดน้ำ 2 วันต่อครั้ง หลักงจากกิ่งชำติดแล้วลดเหลือ 3 วันต่อครั้งก็พอ เพราะเป็นต้นไม้ที่ต้องการน้ำน้อยแต่ต้องการต่อเนื่อง

ต้นกระบองเพชรกับการดูแล

แม้ต้นกระบองเพชรเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก แต่ก็ต้องการน้ำต่อเนื่อง ฉะนั้นเมื่อต้นโตเต็มที่แล้ว ควรหมั่นให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง บำรุงด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 5-6 ครั้งต่อปี หมั่นตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง สิ่งที่ต้องระวังในการปลูกต้นกระบองเพชรคือ ลำต้นเหี่ยว มีรอยย่น และแคระแกร็น โคนโยก รากเน่าเพราะความชื้นสูงเกินไป แต่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องศัตรูพืชเหมือนต้นไม้ชนิดอื่น ๆ

ส่วนเคล็ดลับในการเลี้ยงต้นกระบองเพชรให้ออกดอกสำหรับการปลูกในบ้านก็คือ วางให้โดดแดดโดยตรงในช่วงที่กำลังโต ประมาณ 4-6 ชั่วโมงต่อวัน นอกเหนือจากนี้ก็วางกระถางในที่มีแดดรำไร และหมั่นรดน้ำเป็นประจำเมื่อหน้าดินแห้ง โดยรดน้ำให้ชุ่มหรือให้น้ำซึมลงไปจากหน้าดินประมาณ 2 นิ้ว นอกจากนี้ก็หมั่นใส่ปุ๋ยอย่าให้ขาด โดยเป็นปุ๋ยที่ใช้สำหรับบำรุงแคคตัสเท่านั้น หรือเป็นสูตรปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสกับโพแทสเซียมสูงแต่ไนโตรเจนต่ำ หากมีการเปลี่ยนกระถางไม่ควรรดน้ำทันที แต่ให้เว้นไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนให้น้ำครั้งต่อไป

วิธีปลูกมินท์ในกระถาง

มินท์โดยส่วนใหญ่จะมีเมล็ดขนาดเล็ก ควรเตรียมดินสำหรับเพาะให้ลึกประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วรดน้ำให้ชุ่มก่อน จากนั้นค่อยหว่านเมล็ดลงไป ไม่ต้องกลบหน้า แล้วสเปรย์น้ำเบาๆ บางสายพันธุ์เช่น แคทมินท์ เลม่อนมินท์ที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ ควรกลบเมล็ดให้หนาไม่เกิน 5 มิลลิเมตร แล้วใช้พลาสติกคลุมรักษาความชื้น จากนั้นคอยดูแลให้มีความชื้นอยู่เสมอ เมล็ดจะเริ่มงอกประมาณ 7-14 วัน

ปลูกมินท์ในน้ำ

การปลูกแบบนี้เป็นวิธีที่ง่ายเหมาะสำหรับปลูกในห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำ หรือปลูกในพื้นที่จำกัด และยังเหมาะสำหรับเด็ก ๆ ในการหัดปลูก โดยการตัดกิ่งมินท์ให้มีความยาวประมาณ 6 นิ้ว แล้วเด็ดใบออกให้เหลือติดปลายยอดประมาณ 2-3 คู่ แล้วปักลงในเหยือกหรือแก้วที่เติมน้ำไว้ ถ้าเลือกใช้แก้วใส จะสามารถมองเห็นการเจริญเติบโตของรากได้ จากนั้นนำไปวางในบริเวณที่ได้รับแสงสว่างประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อต้นโตพอให้ทำการเด็ดยอดเพื่อให้ต้นออกยอดใหม่เป็นทรงพุ่ม

การปลูกมินท์แบบ OUT DOOR

คล้ายกับการปลูกมินต์ในกระถางเพียงแต่เตรียมพื้นที่ ที่จะปลูก พรวนดิน และใส่ปุ๋ยคอกและกำจัดวัชพืชออกก่อน แล้วหว่านเมล็ดลงโดยตรง รดน้ำเบาๆ แล้วใช้พลาสติกคลุมรักษาความชื้น จากนั้นคอยดูแลให้มีความชื้นอยู่เสมอ เมล็ดจะเริ่มงอกประมาณ 7-14 วันเช่นเดียวกับการปลูกมินท์ในกระถาง

การแยกปลูก

เมื่อต้นมินท์มีใบจริง 2-4 คู่ ก็สามารถแยกปลูกได้ โดยปลูกห่างกันประมาณ 30-45 เซนติเมตร

การดูแล

มินท์ที่ปลูกในกระถางต้องคอยดูแลรดน้ำ ให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ หากแสงแดดแรงเกินไปควรทำการพรางแสงด้วย ใส่ปุ๋ยเป็นระยะ ส่วนมินท์ที่ปลูกในร่มควรหมุนกระถางให้ด้านอื่นได้รับแสงแดดด้วย โดยหมุนเปลี่ยนด้านสัปดาห์ละครั้ง

วิธีการปลูกไผ่

ถ้าใช้ปล้องหรือเหง้ากับตอในการขยายพันธุ์ ก็พึงระมัดระวังอย่าให้ตาที่เหง้าและที่ข้อของปล้องได้รับอันตรายมากนัก เพราะอาจจะทำให้ตาซึ่งจะแตกหน่อต่อไปเสียหรือบอดได้เช่นเดียวกันกับในระยะขนย้ายกล้าปล้องหรือเหง้า กับตอก่อนปลูก ในการปลูกโดยใช้วิธีใช้เหง้ากับตอนนี้ ควรจะขุดหลุมให้มีขนาดกว้าง 30 X 30 X 50 ชม. สำหรับปล้องนั้นย่อมขึ้นอยู่กับขนาดใหญ่เล็กและยาวของแต่ละปล้องเป็นหลัก แต่อย่างน้อยก็ควรจะขุดหลุมให้มีขนาด 20 X 30 X 50 ซม. เป็นอย่างน้อย ส่วนในการปลูกกล้าก็อาจจะอนุโลมให้ใช้ขนาดของการปลูกโดยวิธีใช้เหง้ากับตอได้ ภายหลังจากการเตรียมขุดหลุมเรียบร้อยแล้วเมื่อฤดูฝนย่างเข้ามา และฝนเริ่มชุกก็ให้ทำการย้ายปลูกกล้า เหง้ากับตอ และปล้องทันที โดยใช้ดินร่วนกลบโคนกล้าเหง้ากับตอ หรือปล้อง อย่าให้ดินที่กลบแน่นจนเกินไปนัก เพราะจะทำให้การแตกหน่อ ไม่สะดวกนัก

การดูแลบำรุงรักษา

ภายหลังจากที่หน่อเริ่มแตกจากตาของเหง้าข้อของปล้องแล้ว ควรหมั่นหาทางป้องกันพวกเชื้อราและแมลงที่จะเข้ามากัดกินและอาศัยอยู่ตามกาบของหน่ออ่อนได้ โดยอาจจะใช้ยาจำพวกปราบศัตรูพืชก็ได้ ในระยะช่วงฤดูฝนก็ อาจจะต้องทำการดายวัชพืช จะเป็นเดือนละครั้งหรือสองครั้ง ก็ย่อมแล้วแต่ความมากน้อยของวัชพืชในท้องที่นั้น ๆ ภายหลังจากที่ไม่ไผ่เริ่มตั้งกอหลังจากเริ่มปลูกประมาณ 2-3 ปี ก็ อาจจะเพลาการบำรุงรักษาลงได้บ้าง ในระยะนี้จะเห็นว่าหน่อที่แตกจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก และจะมีขนาดโตขึ้นทุก ๆ ปี ถ้าความชุ่มชื้นและดินอุดมสมบูรณ์ดีพอเพียง แต่ถ้าจะให้ได้ผลรวดเร็วก็ควรจะใช้ปุ๋ยเร่ง เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็ได้ ถ้าเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้ว อย่างน้อยในพื้นที่ป่าไผ่ 1 ไร่ ควรจะใช้ปุ๋ยดังกล่าวประมาณ 100-150 กก. สำหรับอัตราส่วนของปุ๋ยวิทยาศาสตร์ขณะนี้ยังไม่มีสถิติที่แน่นอน ถ้าเป็นพื้นที่มีลมจัด ก็อาจจะปลูกพันธุ์ไม้ชนิดอื่นจำพวกไม้โตเร็วเพื่อกำบังลม และขณะเดียวกันก็ควรจะปลูกพันธุ์ไม้โตเร็ว เช่น พวกสะเดา สะแก มะกอก หรือพันธุ์ไม้ชนิดอื่นควบด้วย ทั้งนี้ นอกจากจะให้ร่มแก่กล้าไม้หรือหน่อไผ่ในระยะแรกแล้วเรายังสามารถ ใช้ประโยชน์จากไม้โตเร็วเหล่านั้นได้อีกด้วย

วิธีการปลูกดอกมะลิ

อุปกรณ์สำหรับวิธีการปักชำ

  • กระถางปลูกต้นไม้
  • กรรไกรตัดกิ่ง
  • ถุงพลาสติกใสสำหรับคลุมกระถาง
  • วัสดุในการปักชำ (ทราย ขี้เถ้า และน้ำยาเร่งราก)
  • วัสดุในการปลูก (ดินร่วน ปุ๋ยคอก และขุยมะพร้าว)

วิธีทำ

  1. นำทรายมาผสมกับขี้เถ้าในปริมาณเท่ากัน นำไปเทใส่กระถางปักชำที่เตรียมไว้ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม
  2. คัดกิ่งพันธุ์มะลิที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป โดยตัดให้กิ่งนั้นยาวประมาณ 4 นิ้ว ลิดใบส่วนล่างออก ให้เหลือแต่ใบด้านบนเพียง 1 ใบ เพื่อลดการคายน้ำ (ถ้าอยากให้รากงอกเร็วกว่าปกติ แนะนำให้จุ่มกิ่งพันธุ์มะลิลงในน้ำยาเร่งราก ก่อนนำมาขยายพันธุ์)
  3. นำกิ่งพันธุ์มาปักลงในกระถางปักชำที่เราเตรียมไว้ แล้วรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะจนเกินไป
  4. นำถุงพลาสติกใสมาห่อหุ้มกระถางไว้ให้มิด เพื่อรักษาความชื้นให้สมดุล และตั้งในที่มีแดดรำไร
  5. รากจะงอกออกมาภายใน 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้ย้ายมาปลูกในกระถางที่ใส่ดินร่วน ปุ๋ยคอก และขุยมะพร้าว

อุปกรณ์สำหรับวิธีการตอนกิ่ง

  • มีดควั่นและมีดติดตากิ่ง
  • ถุงพลาสติกห่อกระเปาะ
  • เชือกผูกวัสดุตอนกิ่ง
  • น้ำยาเร่งราก
  • วัสดุในการหุ้มกิ่งตอน (กาบมะพร้าว ขุยมะพร้าว หรือถ่านแกลบ)
  • วัสดุในการปลูก (ดินร่วน ปุ๋ยคอก และขุยมะพร้าว)

วิธีทำ

  1. เลือกต้นมะลิที่แข็งแรงและสมบูรณ์ เราะเปลือกไม้ที่กิ่งกระโดงออกหรือบริเวณกิ่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป จากนั้นก็ใช้มีดทำสวนควั่นให้เกิดแผลตรงที่เราะเปลือกออก
  2. ทาน้ำยาเร่งรากลงไปบนแผลให้ทั่ว
  3. นำขุยมะพร้าวมาหุ้มแผลและพันทับด้วยกาบมะพร้าวชุบน้ำอีกครั้งให้เป็นกระเปาะ นำเชือกมามัดให้แน่นหนา และรดน้ำที่กระเปาะให้ชุ่ม
  4. นำถุงพลาสติกมาห่อหุ้มกระเปาะให้มิดชิด เพื่อรักษาความชื้น
  5. เมื่อสังเกตเห็นรากเริ่มงอกออกมาจากกระเปาะที่หุ้มไว้ ก็ควรตัดกิ่งตอนนั้นออกมาจากต้น แล้วนำไปปลูกลงในกระถางที่มีดินร่วน ปุยคอก และขุยมะพร้าว

อุปกรณ์สำหรับวิธีการทาบกิ่ง

  • ต้นมะลิที่แข็งแรงและสมบูรณ์หรือต้นตอขนาดเล็กที่มีราก
  • วัสดุในการปลูก (ดินร่วน ปุ๋ยคอก และขุยมะพร้าว)
  • ถุงพลาสติก
  • เชือกหรือแผ่นพลาสติก
  • มีดทำสวน
  • ถุงปลูกเพื่อหุ้มราก

 วิธีทำ

  1. คัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีลำต้นแข็งแรงและสมบูรณ์ จากนั้นก็ทำการคัดเลือกต้นตอที่ขนาดเล็กกว่าต้นหลักมาใช้ ซึ่งกิ่งของต้นตอนั้นจะต้องไม่มีก้านและใบติดอยู่
  2. นำดินปลูกและขุยมะพร้าวมาหุ้มรากต้นตอเอาไว้ จากนั้นนำถุงพลาสติกมาหุ้มทับ ผูกเชือกให้แน่น
  3. ใช้มีดทำสวนตัดปลายต้นตอออกให้เป็นรูปวงรีขนาด 3 นิ้ว
  4. ใช้มีดทำสวนเฉือนกิ่งที่ต้นหลักให้เป็นรูปวงรีขนาด 6 นิ้ว
  5. นำรอยตัดของทั้ง 2 ต้นมาทาบให้สนิทกัน แล้วนำเชือกหรือแผ่นพลาสติกมาพันให้แน่น และรดน้ำ
  6. เมื่อกิ่งที่ทาบเริ่มโตและออกใบ ก็จัดการตัดกิ่งของต้นหลักเพื่อนำต้นตอที่มีใบไปปลูกในกระถางที่มีดินร่วน ปุ๋ยคอก และขุยมะพร้าว

วิธีการดูแล

ตั้งกระถางให้อยู่ในบริเวณที่มีแดดรำไร รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะวันละ 2 ครั้ง ก่อนจะรดน้ำทุกครั้ง ต้องรอให้ดินแห้งเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะเกิดโรคราที่ทำให้ต้นเน่าตายได้ ใส่ปุ๋ยคอกบำรุงต้นเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ดูแลอย่าให้มีน้ำขัง ดินต้องมีการระบายน้ำได้ดี และตัดแต่งกิ่งไม่ให้ต้นเป็นทรงพุ่มหนาทึบจนเกินไป เพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชมาอาศัย

การปลูกโรสแมรี่

  1. ตัดโรสแมรี่นั้นปลูกจากการปักชำได้ง่ายที่สุดง่ายกว่าการปลูกด้วยเมล็ดเสียอีก ไปยังร้านเพาะชำแล้วซื้อท่อนพันธุ์ หรือยังไม่ต้อง ไปหาต้นโรสแมรี่ที่คุณชอบและตัดชิ้นส่วนความยาว 4 นิ้วออกมาเพื่อนำไปปลูกต่อ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตัดกิ่งมันคือช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิแต่ถ้าคุณอยู่ในสภาพภูมิอากาศอบอุ่นจะตัดในระหว่างต้นฤดูใบไม้ร่วงก็ได้ต้นไม้ที่คุณจะสามารถปลูกมันจากวิธีปักชำได้จะมีคุณสมบัติเดียวกัน คือเป็นพุ่ม ๆ คุณชอบที่จะปลูกพันธุ์ที่ไม่เคยเห็นในบริเวณที่คุณอยู่มาก่อนจะสั่งซื้อท่อนพันธุ์ผ่านทางออนไลน์หรือขอให้ร้านเพาะชำหามาให้คุณสักอันก็ได้โรสแมรี่นั้นมีหลายพันธุ์ที่จะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยบางพันธุ์ก็เป็นพุ่มดกและมีลำต้นที่สูงขณะที่พันธุ์อื่น ๆ อาจเป็นไม้เลื้อย บางพันธุ์มีดอกเป็นสีม่วงหรือฟ้า บ้างก็เป็นสีขาว เป็นต้น
  2. เอาใบที่อยู่ตรงช่วงหนึ่งนิ้วด้านล่างของท่อนพันธุ์ออก ก่อนปลูกโรสแมรี่ ให้เอาใบที่อยู่ตรงด้านล่างของท่อนพันธุ์ออก (ราวหนึ่งนิ้วจากปลาย) ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ปลูกลงดิน การเอาใบออกถือว่าจำเป็นเพราะถ้าทิ้งไว้ใบพวกนี้จะทำให้ท่อนพันธุ์เน่าแทนที่จะเจริญเติบโต
  3. ปักชำต้นโรสแมรี่ ปักกิ่งแต่ละต้นลงในกระถางที่มีกรวดหยาบอยู่ 2/3 ของกระถาง และพีทมอสอีก 1/3 ของกระถาง ตั้งกระถางไว้ที่ที่แสงแดดส่องถึง แต่อย่าให้ถูกแสงโดยตรง รดน้ำให้ท่อนพันธุ์และเก็บไว้ในที่อบอุ่นจนกว่ารากจะงอกออกมาซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ ในการช่วยให้ท่อนพันธุ์เจริญเติบโตขึ้นคุณสามารถนำกระถางทั้งใบใส่ในถุงพลาสติกที่เจาะรูข้างบน มันจะช่วยควบคุมอุณหภูมิและทำให้อบอุ่นและมีความชื้นอีกด้วยหรือคุณจะปักส่วนหัวของกิ่งโรสแมรี่ลงในสารเร่งรากเพื่อให้รากขึ้นที่หัวก็ได้
  4. ปลูกเมล็ดพันธุ์ หลังจากที่รากเติบโตขึ้นมาแล้ว โดยสามารถปลูกโรสแมรี่ทั้งในกระถางหรือในสวนนอกบ้านก็ได้ โรสแมรี่จะปรับตัวทำให้มีสภาพเหมาะในการเจริญเติบโตซะส่วนใหญ่ และจะค่อนข้างแข็งแรง มันชอบหิมะ, ปูน, อุณหภูมิร้อน ๆ, บริเวณริมทะเล และดินทุกชนิด มันสามารถโตขึ้นได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามในสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งพอควร ให้ลองเลือกปลูกในที่ที่มีแดดและแห้งดู
  5. ตัดสินใจว่าคุณจะอยากให้มันโตขึ้นต่อไปในกระถางหรืออยากให้มันขึ้นเป็นพุ่มในสวนมันสามารถกลายเป็นรั้วที่มีกลิ่นหอมสดชื่นได้ด้วยนะ สำหรับสภาพอากาศเย็น ๆ แล้ว การปลูกโดยใช้ภาชนะอาจเหมาะสมที่สุด เพื่อที่คุณจะได้ย้ายมันได้ถ้าต้องการ ถ้าจะปลูกมันในสวนให้ใช้ดินที่ระบายน้ำได้ดีโรสแมรี่จะได้รับความเสียหายจากการที่รากเน่าเปื่อยในดินเปียก (ดินที่กักเก็บน้ำเอาไว้ได้ดี) ได้ ยิ่งมีอัลคาไลน์ในดินมากเท่าไร กลิ่นของโรสแมรี่ก็จะยิ่งหอมมากขึ้นเท่านั้น หากดินมีความเป็นกรดมากเกินไปก็ให้ใส่ปูนเพิ่มเข้าไปได้

การดูแลต้นโรสแมรี่

  1. รดน้ำโรสแม่รี่นาน ๆ ครั้ง โรสแมรี่ชอบดินแห้ง ๆ มากกว่า ฉะนั้นไม่ต้องรดน้ำให้มากเกินไป ให้รดน้ำแบบรดน้ำในสวนทั่วไปก็พอ มันเติบโตได้โดยมีน้ำฝนก็พอ
  2. ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการใส่ปุ๋ย มันไม่ใช่สมุนไพรที่ต้องการปุ๋ยอะไรพวกนั้น อย่างไรก็ตาม ให้มีปูนอยู่ในดินสักหน่อย
  3. ยกกระถางมาวางไว้ในบ้านช่วงฤดูหนาวหากคุณอาศัยอยู่ในที่อากาศหนาว ๆ แม้ว่าโรสแมรี่จะอึดทนแค่ไหน แต่ก็อาจแย่ได้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นมาก ๆ และกิ่งมันอาจได้รับความเสียหายจากการรับน้ำหนักหิมะมาก ๆ ได้เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะอยู่รอดในฤดูหนาวไปได้ให้นำมาไว้ในบ้านจะดีที่สุด ถ้าหน้าหนาวที่คุณอาศัยอยู่อุณหภูมิไม่ลงต่ำถึงขั้น -10 องศาเซลเซียสแล้ว คุณก็ไม่ต้องทำมัน
  4. ตัดต้นโรสแมรี่ตามความจำเป็น การตัดไม่ได้เกี่ยวข้องกับสุขภาพของต้นโรสแมรี่เลยแต่พุ่มโรสแมรี่นั้นมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นและค่อนข้างใหญ่และจะกินเนื้อที่ในสวนไปส่วนมากให้ตัดกิ่งสักสองสามนิ้วในช่วงฤดูใบไม้ผลิเพื่อช่วยรักษารูปร่างมันเอาไว้

การเก็บเกี่ยวและการนำโรสแมรี่ไปใช้

  1. เก็บเกี่ยวโรสแมรี่ เก็บใบอ่อนเท่าที่ต้องการ พุ่มไม้ก็ยังสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างปกติ เมื่อโรสแมรี่เป็นสีเขียวชอุ่มทั้งต้น คุณก็สามารถเก็บเกี่ยวมันได้เป็นปีเลย
  2. เก็บใบอ่อนไว้ในที่แห้งและเย็น จะแช่แข็งโรสแมรี่โดยการใส่ในถุงเก็บอาหารแล้วใส่ในช่องแช่แข็งก็ได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือ ตัดใบออกจากลำต้นแล้วใส่ในโหลสุญญากาศ เมื่อเก็บไว้ด้วยวิธีนี้แล้วโรสแมรี่จะค่อย ๆ แห้งขึ้นช้า ๆ และเก็บไว้อย่างนี้ได้อีกหลายเดือน
  3. รับประทานโรสแมรี่ โรสแมรี่เป็นเครื่องเทศที่เข้ากันได้อย่างดีทั้งอาหารหวานและคาว ใช้มันใส่เข้าไปในเนื้อ ไก่ ขนมปัง เนย หรือแม้แต่ไอศกรีมก็ได้ สูตรอาหารแสนอร่อยเหล่านี้ต่างใช้โรสแมรี่ประกอบด้วยทั้งนั้น เช่น ขนมปังสมุนไพร เนื้อหมูหมัก น้ำเชื่อมโรสแมรี่และไอศกรีมรสเลมอนเชอร์เบตกับโรสแมรี่ เป็นต้น
  4. วางโรสแมรี่ไว้ทั่วบ้าน โรสแมรี่สามารถทำให้แห้งแล้วทำเป็นถุงเครื่องหอมใช้ใส่ในลิ้นชักได้ ใช้เป็นส่วนผสมในสบู่ทำมือได้ ทำเป็นน้ำหอมที่ทำให้ผมคุณมันวาวและนุ่มลื่นได้ และยังทำอะไรได้อีกมากมาย นอกจากนี้คุณยังใช้โรสแมรี่เพื่อกระจายกลิ่นที่หอมสดชื่นได้อีกเช่นกัน

วิธีปลูกสะระแหน่

การเตรียมดิน : ถ้าจะปลูกสะระแหน่ในภาชนะเช่น กระถางลังไม้ หรือจะปลูกเป็นสวน หย่อมประดับบ้าน ปลูกในแปลงประดับสวนเล็ก ๆ ที่ใช้เนื้อที่ปลูกไม่มากนักควรใช้ดินผสมที่มีส่วนผสมของ ดิน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน และปูนขาวเล็กน้อย ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วนำไปใช้ปลูกได้ แต่ถ้ามีเนื้อที่พอสมควรที่จะปลูกเป็นแปลง ๆ ไว้ข้างบ้านได้ก็ควรเตรียม ดินโดยขุดดินขึ้นมาตากแดดไว้ประมาณ 7 วัน จนดินร่วนแตก แล้วเอาปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก โรยทับลงไป โรยปูนขาวทับบาง ๆ อีกขั้นหนึ่ง ทิ้งไว้ 3 วัน จึงกลับดิน พรวนดิน และคลุกเคล้าดินให้ร่วนเข้ากันดี ถ้าดินเป็นดินเหนียวมากควรเติมทรายลงไปผสม ด้วยสักเล็กน้อยพอให้ดินร่วนซุยขึ้น

การปลูก : เลือกกิ่งสะระแหน่ที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ปักจิ้มลงไปในแปลงเพาะชำ หรือแปลงปลูก ปักให้กิ่งเอนทาบกับดิน รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าให้ถึงกับแฉะแล้วโรยแกลบทับกลบดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้หน้าดิน และเมื่อแกลบผุก็จะกลายเป็นปุ๋ยต่อไป ประมาณ 4-5 วันก็จะแตกใบ แตกยอดเลื้อยคลุมดิน ต้นสะระแหน่ชอบดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดีและต้องการแสงสว่าง แต่ ไม่ต้องการแดดที่ร้อนจัดจนเกินไป จะปลูกในที่ร่มรำไรหรือในที่แดดก็ได้

การดูแลรักษา : เมื่อสะระแหน่เจริญเติบโตจนเก็บยอดไปได้แล้ว ควรเติมปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมักให้บ้าง ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมี เพราะถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ต้นสะระแหน่เหี่ยวตาย การพรวนดินให้ต้นสะระแหน่ควรทำด้วยความระมัดระวังเพราะสะระแหน่เป็นพืชที่มีระบบรากตื้นที่แผ่กระจายอยู่ตามหน้าดิน

วิธีปลูกโหระพา

โหระพาเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น  ลำต้นเป็นทรงพุ่มสูงประมาณ 60 – 70 เซนติเมตร ใบเขียว ก้านใบและลำตัวมีสีม่วง ใบมีกลิ่นหอม ใบโหระพาเป็นผักที่ใช้ใบบริโภค ใช้ปรุงแต่งอาหารให้มีรสชาติและกลิ่นหอมน่ารับประทาน

การเพาะเมล็ดสำหรับทำกล้า

  • ทำแปลงเพาะขนาดความกว้าง 1 เมตร ความยาวแล้วแต่แปลง ย่อยดินให้ละเอียด  คลุกเคล้าปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก
  • หว่านเมล็ดให้ทั่วแปลง
  • หลังเพาะประมาณ 7 – 10  วัน  เมล็ดเริ่มงอก ดูแลรักษาต้นกล้าประมาณ 25 – 30  วัน ก็ย้ายต้นกล้าไปปลูกในแปลงได้
  • การเตรียมดินปลูกและการย้ายกล้าปลูก ใช้จอบขุดดินลึกประมาณ 15 – 20 ซม.  หรือ 1 หน้าจอบ
  • ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงแปลงกว้าง 1 เมตร ความยาวแล้วแต่ขนาดแปลง
  • ขุดหลุมปลูกขนาดลึก 1/2  หน้าจอบ ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 30 ซม.  ระหว่างแถว 60 ซม. นำต้นกล้าลงปลูกในหลุมแล้วรดน้ำตาม

การดูแลรักษา

  • การใส่ปุ๋ย เมื่อต้นโหระพาอายุ  10 – 15 วัน
  • ใช้ปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนี่ยมซัลเฟต 1 – 2 ช้อนชา
  • ต่อน้ำ 10 ลิตร รดทุก 5 – 7 วัน
  • เมื่อต้นโหระพาอายุ 25 – 30 วัน ใส่ปุ๋ย 15-15-15
  • อัตรา 1 ช้อนชา ต่อต้น ให้ทุก 20 – 25 วัน
  • โดยโรยห่างโคนต้น  3 – 5 ซม.
  • หรือจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ
  • โดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์น้อยลงได้
  • การให้น้ำ ให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทุกวัน
  • การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชทุกครั้งที่มีการให้ปุ๋ยและเมื่อมีวัชพืชรบกวน

การเก็บเกี่ยว

  • หลังปลูกประมาณ 30 – 35 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้
  • โดยใช้มือเด็ดหรือกรรไกร  ตัดกิ่งที่มียอดอ่อนไปบริโภค
  • ถ้าต้นโหระพาออกดอกควรหมั่นตัดแต่งออกทิ้ง
  • เพื่อให้โหระพามีทรงพุ่มที่แข็งแรงและมีอายุยืนยาว

วิธีการปลูกดอกเบญจมาศ

การปลูก : ในการปลูกควรเลือกต้นพันธุ์ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ปลูกลงในแปลงเดียวกัน ก่อนปลูกควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื่นเสียก่อน การปลูกในตอนเย็นดีกว่าตอนเช้า เพราะทำให้ต้นพันธุ์ไม่เฉาสามารถตั้งตัวได้เร็ว ในกรณีที่ปลูกแล้วเด็ดยอด เพื่อให้ได้ดอกมาควรใช้ระยะปลูก 15×15 cm หรือ 20×20 cm แต่ในกรณีที่ไม่เด็ดยอดควรใช้ระยะปลูก 10×10 cm  ควรปลูกหมุนเวียนกับพืชอื่น ๆ เช่น พืชพวกถั่วและผักต่าง ๆ เพราะถ้าปลูกซ้ำที่เดิมบ่อย ๆ จะเป็นที่สะสมโรคแมลง และเมื่อปลูกแล้ว ควรจะคลุมด้วยฟางข้าวหรือวัสดุอื่น ๆ ฤดูปลูกที่เหมาะสมขึ้นกับชนิดพันธุ์ เช่นพันธุ์เหลืองเขี้ยว มักจะปลูกปลายฤดูหนาว เพื่อให้ดอกบานในฤดู หรือพันธุ์เหลืองตากมักปลูกต้นฤดูหนาวเพื่อให้ดอกบานในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม

การให้น้ำ : ในระยะ 7-10 วัน ภายหลังการย้ายเบญจมาศลงปลูกในแปลงแล้วควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วให้รดน้ำวันละครั้งในตอนเช้า การให้น้ำแบบใช้แครงสาดหรือใช้ลากจูงเรือที่มีเครื่องพ่นน้ำออก 2 ข้าง จะทำให้เบญจมาศเปียกทั้งต้นและใบอาจก่อให้เกิดโรคราได้ง่ายมาก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรรดน้ำในตอนเช้าเพื่อให้น้ำที่เปียกได้มีโอกาสแห้งในเวลาอันสั้นในการรดน้ำควรจะรดจนโชกเพื่อให้โอกาสน้ำไหลซึมผ่านลงไปในดินให้มากพอ ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตรายอันเกิดจากการสะสมของเกลือ ซึ่งเป็นอันตรายกับต้นเบญจมาศมาก

การใส่ปุ๋ย : เมื่อต้นตั้งตัวแล้วก็เริ่มให้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ให้แก่เบญจมาศในระยะแรกควรเป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงกว่าฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม คือปุ๋ยในอัตรา 3:2:1 ใส่ทุก ๆ 7 วัน เพื่อเร่งให้มีการเจริญเติบโตทางลำต้น หลัง 2 เดือนแล้วให้เปลี่ยนสูตรใหม่ โดยให้ปุ๋ยทีมีไนโตรเจนต่ำ ฟอสฟอรัสสูง คือปุ๋ยอัตรา 1:2:1 เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของดอกโดยใส่ทุก ๆ 10 วันเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งเก็บดอก จากการสำรวจเกษตรกรในภาคกลาง พบว่านิยมใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21  ใส่ต้นละ 1 ช้อนชา เดือนละครั้ง

วิธีการปลูกไม้ยูคาลิปตัส

ขนาดกล้าไม้ที่พอเหมาะในการย้ายปลูกอายุประมาณ 3 – 5 เดือน สูงประมาณ 25 – 40 ซม. ควรเลือกปลูกหลังจากวันที่ฝนตก ทำให้ดินเปียกชื้นพอสมควร ประการสำคัญถุงพลาสติก ต้องฉีกออกและทิ้งนอกหลุม เพื่อให้ระบบรากสามารถชอนไชออกไปตั้งตัว และหาอาหารได้ดีขึ้นแล้ว กลบดินและกดรอบ ๆ ต้นไม้ให้แน่น ในบริเวณพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ระดับดินที่กลบหลุม ควรให้เป็นแอ่งลึกกว่าระดับดินโดยรอบเล็กน้อย เพื่อให้เป็นแอ่งรับน้ำฝนเลี้ยงต้นไม้ ระยะปลูกจะใช้ระยะปลูกถี่ห่างเท่าใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และการนำไม้ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งมี ข้อคิดเห็นดังนี้

  1. ปลูกเพื่อเป็นฟืนหรือเผ่าถ่าน ซึ่งใช้ไม้ขนาดเล็ก ก็อาจปลูกระยะถี่ เช่น ใช้ระยะปลูก 1×2 เมตร หรือ 2×2 เมตร ซึ่งจะปลูกได้ 400 – 800 ต้น/ไร่ ในช่วง 2 – 3 ปีก็สามารถ ตัดไม้มาขายใช้ทำฟืนหรือเผ่าถ่านขายได้ และต้นตอไม้ยูคาลิปตัสที่ตัดออกไปสามารถ แตกหน่อได้โดยไม่ต้องปลูกขึ้นใหม่
  2. ปลูกเพื่ออุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ เฟอร์นิเจอร์ หรือไม้สำหรับใช้ในการก่อสร้าง ที่ต้องการไม้ขนาดโตก็ควรใช้ระยะปลูก 2×3, 2×4 หรือ 4×4 เมตร ซึ่งจะปลูกได้ 100 – 270 ต้น/ไร่ สามารถตัดมาใช้เพื่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้เมื่ออายุ 3 ปีขึ้นไป ส่วนไม้เพื่อการก่อสร้างต้องมีอายุมากกว่า 5 ปี การปลูกระยะห่างนั้น ในปีที่ 1 – 2 สามารถ ปลูกพืชเกษตรควบลงในระหว่างต้นและแถวของต้นไม้ได้ เป็นการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ และยังมีรายได้ระหว่างคอยผลจากต้นไม้อีกด้วย

การบำรุงรักษา

  • การกำจัดวัชพืช เนื่องจากยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซิส มีความต้องการแสงและมีความสามารถในการแก่งแย่งกับพวกวัชพืชในระยะแรกได้น้อยดังนั้น การดายวัชพืชอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็นแต่เมื่อต้นไม้สูงพ้นวัชพืชแล้ว การดายวัชพืชรอบโคนต้นปีละครั้งก็เป็นการเพียงพอ ส่วนวัชพืชระหว่างต้นและระหว่างแถว ก็ใช้มีดหวดให้สั้นก็พอ ซึ่งการกำจัดวัชพืชนี้นอกจากจะเป็นการลดการแก่งแย่งแสงและธาตุอาหารในดินให้แก่ต้นไม้แล้ว ยังเป็นการลดเชื้อเพลิงที่จะเกิดไฟป่าที่จะเป็นอันตรายต้นไม้ที่ปลูกอีกด้วย
  • การป้องกันไฟป่า ไฟป่าเป็นตัวทำลายที่สำคัญต่อสวนป่า ดังนั้นการป้องกันไฟป่าเป็นเรื่องจำเป็น มิฉะนั้นต้นไม้ที่ปลูกมาด้วยความเหนื่อยยากและใช้เวลานาน จะถูกทำลายลงในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็ได้ การป้องกันไฟป่าทำได้โดยการกำจัดวัชพืชให้น้อยลง การทำแนวกันไฟ การชิงวัชพืชก่อนถึงหน้าแล้งซึ่งเป็นช่วง ที่เกิดไฟป่า การเตรียมคนและอุปกรณ์ให้พร้อมเพื่อดับไฟ เมื่อเกิดไฟไหม้สวนป่าก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะป้องกันการเกิดไฟป่าและลดความรุนแรงที่เกิดจากไฟป่าได้
  • การใส่ปุ๋ย เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีขึ้น ควรใส่ปุ๋ยให้กับต้นไม้บ้างเป็นครั้งคราวจะใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกก็ได้ สำหรับปริมาณที่ใส่ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ขนาดต้นไม้ ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นแห่ง ๆ ไป โดยใช้หลักว่าใส่ปริมาณน้อยแต่ใส่บ่อย ๆ ต้นไม้จะใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้เต็มที่ใส่ปุ๋ยรอบต้นให้ห่างจากโคนเล็กน้อย พร้อมกับพรวนดินรอบ ๆ โคนต้น
  • การลิดกิ่ง ยูคาลิปตัสบางสายพันธุ์จะแตกกิ่งก้านตั้งแต่ยังเล็กหรือมีกิ่งที่มีขนาดใหญ่ทำให้ดูเป็นปู หากผู้ปลูกต้องการไม้ที่มีลำต้นเปลาตรง ควรหมั่นตรวจและลิดกิ่งเสมอ แต่บางสายพันธุ์จะมีกิ่งก้านเล็ก ซึ่งจะแห้งและร่วงหล่นเองตามธรรมชาติในฤดูแล้ง
  • การตัดสางขยายระยะ ในกรณีที่ปลูกต้นไม้ในระยะถี่ เมื่อต้นไม้เจริญเติบโตมากขึ้นก็จะมีการเบียดบังและแก่งแย่งกันเอง ทำให้ต้นไม้ที่เหลืออยู่เจริญเติบโตดีขึ้น และไม้ที่ตัดออกก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ โดยจะเลือกตัดต้นที่มีลักษณะเลว หรือคดงอ แคระแกร็นออก หรืออาจจะเลือกตัดออกแบบง่าย ๆ เช่น ตัดออกแบบต้นเว้นต้น หรือแถวเว้นแถว หรือสลับกัน ก็แล้วแต่ผู้ปลูกจะพิจารณาตามความเหมาะสม

การบำรุงรักษาอื่น ๆ ได้แก่ การป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้าเหยียบย่ำในระยะที่ต้นไม้ยังเล็ก การป้องกันโรคและแมลง ซึ่งผู้ปลูกจะต้องหมั่นตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ

วิธีปลูกว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ เป็นพืชที่เติบโตได้ดีในร่วนซุย ทั้งดินร่วน ดินร่วนปนทรายที่มีหน้าดินลึก และระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำท่วมขัง และชอบพื้นที่ที่แสงส่องทั่วถึง

การขยายพันธุ์

  1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีที่นิยมประเภทหนึ่งสำหรับการปลูกในแปลงขนาดใหญ่เพื่อการพาณิชย์ที่ต้องใช้ต้นกล้าจำนวนมาก ซึ่งวิธีนี้จะมีในบางเฉพาะพื้นที่ และต้องรู้จักหน่วยงานที่มีการเพาะเนื้อเยื่อจำหน่าย
  2. การแยกหน่อ ถือเป็นวิธีที่นิยมวิธีหนึ่งสำหรับการปลูกว่านหางจระเข้ ทั้งการปลูกในแปลงขนาดใหญ่ และการปลูกในครัวเรือน ด้วยการขุดหน่อที่แตกออกจากต้นแม่มาปลูกเพื่อให้เป็นต้นใหม่
  3. การปักชำ เป็นวิธีที่ไม่ค่อยนิยม ใช้สำหรับการปลูกแบบทั่วไปที่มีการตัดยอดหรือต้นออก ซึ่งส่วนยอดหรือต้นนั้นสามารถนำมาปักชำหรือปลูกลงแปลงหรือในพื้นที่ได้เลย วิธีนี้จะได้ต้นเดิมที่มีการแตกยอดใหม่เท่านั้น ทำให้ได้ใบว่านหางที่ใหญ่งามเหมือนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหรือการแยกหน่อ

การเตรียมดิน

ด้วยการไถพรวนดินทิ้งไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ พร้อมกำจัดวัชพืช หลังจากนั้น หว่านปุ๋ยคอกหรือใส่วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อัตรา 1-3 ตัน/ไร่ พร้อมไถยกร่องแปลงสูง 20-30 ซม. แปลงกว้าง 100-120 ซม. สำหรับการปลูกสองแถว แปลงกว้าง 40-60 ซม. สำหรับการปลูกแถวเดียว ความยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ ส่วนร่องแปลงให้ไถกว้างพอสำหรับทางเดินระหว่างแปลง

วิธีการปลูก

ทำการขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 20 ซม. ระยะห่างระหว่างหลุม และแถว สำหรับแถวคู่ 60×60 ซม. เว้นขอบแปลง 20-30 ซม. ก่อนนำต้นกล้าลงหลุมอาจใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 1-2 กำมือ หากไม่ต้องการใส่ในช่วงการเตรียมแปลง ซึ่งจะทำให้ประหยัดปุ๋ยได้ หลังจากนั้น นำต้นกล้าลงหลุมปลูก กลบดินให้แน่นพอประมาณ พร้อมรดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษา

โรคที่เกี่ยวกับว่านหางจระเข้ไม่มีมากนัก ส่วนมากที่มีผลต่อการเจริญเติบโตมากมักจะเป็นในเรื่องของลักษณะดิน การให้น้ำ และการกำจัดวัชพืชเป็นสำคัญ

  • การให้น้ำถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากว่านหางเป็นพืชที่ต้องการน้ำหรือความชื้นตลอดในช่วงการเติบโต ซึ่งต้องให้น้ำอย่างพอเพียงจึงจะทำให้ใบอวบใหญ่ การให้น้ำอาจให้ด้วยระบบน้ำหยดหรือระบบสปริงเกอร์ วันละ 1-2 ครั้ง ในปริมาณที่หน้าดินชุ่ม
  • การใส่ปุ๋ย อาจเริ่มใส่ตั้งแต่ในระยะเริ่มปลูกสำหรับปุ๋ยรองพื้นหรือเริ่มให้หลังจากการปลูก 1-2 สัปดาห์ ด้วยปุ๋ยสูตร 16-8-8 ในอัตรา 20 กก./ไร่ ในทุก ๆ 2-3 เดือน
  • การกำจัดวัชพืช และพรวนดิน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมั่นเอาใจใส่ เพราะเกษตรกรบางรายที่ขาดการกำจัดวัชพืช และพรวนดิน จะพบวัชพืชขึ้นสูง หน้าดินแน่น ทำให้ว่านหางจระเข้เจริญเติบโตไม่เต็มที่ ซึ่งอย่างน้อยควรกำจัดวัชพืชทุก ๆ 1-2 เดือน พรวนดินทุก ๆ 2-3 เดือน

การเก็บผลผลิต

ว่านหางจระเข้สามารถเก็บใบได้เมื่อปลูกในช่วง 8-12 เดือน ซึ่งหากมีการดูแลที่ดีจะสามารถเก็บใบที่มีน้ำหนักมากกว่า 0.8 กิโลกรัม ได้ โดยหนึ่งต้นจะมีใบประมาณ 15-20 ใบ หรือมากกว่า หากได้รับน้ำเพียงพอ สำหรับการเก็บจะใช้มีดที่คมกรีดตัดใบบริเวณชิดโคนต้น และตัดจากใบด้านล่างจนถึงใบด้านบน โดยให้มีใบเหลือประมาณ 5-7 ใบ

 

ที่มา   http://www.giggog.com/view/9190

Leave a comment

Related Posts