“เมล็ดพันธุ์พืชผักอินทรีย์” แนวทางง่ายๆ ในการผลิตเอง ใช้เอง

“เมล็ดพันธุ์” นับเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก ซึ่งเมล็ดพันธุ์เพียง 1 เมล็ดสามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิต พร้อมทั้งขยายพันธุ์ต่อไปได้อย่างไม่รู้จบ แต่ทว่าในการผลิตหรือเก็บเมล็ดพันธุ์เกษตรกรส่วนมากกลับมองเป็นเรื่องยากและหลายคนก็ยังไม่เข้าใจ ทำให้การใช้เมล็ดพันธุ์เพื่อเพาะปลูกครั้งต่อ ๆ ไปจำเป็นต้องซื้อใหม่อยู่เสมอ ซึ่งก็เท่ากับทิ้งโอกาสในการลดต้นทุนลงไป แม้เป็นต้นทุนที่ไม่สูงมากก็ตาม แต่ที่สำคัญพืชผักหลากหลายชนิดหาเมล็ดพันธุ์ได้ยากและบางชนิดก็ไม่มีจำหน่าย โดยเฉพาะพืชพันธุ์พื้นเมือง ดังนั้นหากเกษตรกรไม่รู้จักผลิตและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เอง ก็ทำให้การผลิตพืชผักชนิดนั้น ๆ ขาดตอนไปได้

มีโอกาสพูดคุยกับ ผศ.ฉันทนา วิชรัตน์ สาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำให้เห็นว่าการเก็บเมล็ดพันธุ์มาปลูกในรุ่นต่อ ๆ ไป หรืออาจผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายไม่ใช่เรื่องยากเลย เกษตรกรที่ปลูกพืชผักอยู่แล้วสามารถทำได้ หากแต่ต้องศึกษาเพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับธรรมชาติของพืชชนิดนั้น ๆ ว่าเริ่มออกดอกและติดเมล็ดเมื่อไร เพราะพืชแต่ละชนิดใช้เวลาติดดอกช้าเร็วแตกต่างกัน และหลายชนิดเกษตรกรใช้ประโยชน์ตั้งแต่ต้นอ่อนโดยไม่ให้โอกาสติดดอกออกเมล็ด ซึ่งต้องศึกษาเรื่องเหล่านี้เพิ่มเติม ที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกับสายพันธุ์พืชที่เป็นพันธุ์แท้และพันธุ์ลูกผสมด้วย พืชที่เป็นพันธุ์แท้สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้เรื่อย ๆ ขณะที่หากเป็นพืชลูกผสม เมล็ดพันธุ์ที่นำไปปลูกต่อจะให้ผลผลิตได้ไม่ดีเท่าเดิม หากเกษตรกรเข้าใจเรื่องเหล่านี้ก็สามารถผลิตหรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ได้

ผศ.ฉันทนาให้ข้อมูลว่า หน้าที่หลักของสาขาพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คือผลิตบุคลากรด้านเกษตรกรที่มีประสิทธิภาพออกสู่สังคม ดังนั้นการเรียนการสอนของที่นี่จึงค่อนข้างเข้มข้น ซึ่งนอกจากเรียนรู้ด้านทฤษฎีกันอย่างลึกซึ้งแล้ว ทุกคนต้องลงมือปฏิบัติด้วย จึงเป็นที่มาของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย พื้นที่กว่า 900 ไร่ ใช้สำหรับเป็นสถานที่ฝึกงานของนักศึกษา โดยในพื้นที่ดังกล่าวก็มีหลาย ๆ หน่วยงานของมหาวิทยาลัยใช้ประโยชน์ทั้งในส่วนของพืชไร่ ไม้ผล โรงปุ๋ยอินทรีย์ ฯลฯ

“ในส่วนนี้ได้แบ่งพื้นที่ออกมา 5 ไร่ สำหรับใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์โดยเฉพาะ เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถปฏิบัติงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ด้วยความได้เปรียบของสถานที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนบนซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็น ทำให้สามารถผลิตพืชผักเมืองร้อนได้ในฤดูร้อน และผลิตพืชเมืองหนาวได้ในฤดูหนาว ที่สำคัญพืชหลายชนิดยังสามารถผลิดอกออกเมล็ดเพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อได้ด้วย จึงใช้ข้อได้เปรียบตรงนี้มาบริหารงานให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยทำเป็นพื้นที่ปลูกพืชผักสำหรับเก็บเมล็ด ทั้งนี้เพื่อใช้สำหรับการเรียนการสอน แจกจ่ายให้เกษตรกร รวมทั้งจำหน่ายเพื่อนำรายได้มาใช้ด้านการบริหารการศึกษาด้วย”

ผศ.ฉันทนาบอกว่า ในการผลิตเมล็ดพันธุ์มีสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอยู่ 3 เรื่อง อย่างแรกก็คือต้องผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ออกมาตรงตามพันธุ์ กล่าวคือให้ผลผลิตมีหน้าตาเหมือนกันทั้งหมด อาจเป็นเมล็ดพันธุ์แท้หรือลูกผสมก็ได้ แต่ทว่าต้องให้ผลผลิตที่มีลักษณะแน่นอน เรื่องต่อมาคือปริมาณของเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้ ดังนั้นองค์ความรู้ต่าง ๆ ในการผลิต ตั้งแต่กระบวนการปลูก การดูแล ต้องทำอย่างไรถึงให้ต้นพืชที่ใช้ผลิตเมล็ดพันธุ์มีความสมบูรณ์ที่สุด รวมทั้งต้องรู้ด้วยว่าอายุเท่าไรถึงจะออกดอก ซึ่งพืชบางชนิดออกดอกได้เพียงปีละ 1 ครั้ง หรือออกดอกเป็นฤดูกาล ดังนั้นต้องศึกษาถึงธรรมชาติของพืชที่เก็บเมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งวางแผนการปลูกให้ดี เพื่อจะได้ปริมาณของเมล็ดพันธุ์ที่มากพอ คุ้มค่ากับระยะเวลาในการปลูก เรื่องสุดท้ายคือเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาต้องมีเปอร์เซ็นต์การงอกที่ดี มีความแข็งแรง การผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพดีต้องวางแผนทั้ง 3 เรื่องนี้ให้ได้

แต่สิ่งที่ยากกว่าสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ คือ การผลิตเมล็ดพันธุ์แบบอินทรีย์ ซึ่งก็คล้ายกับการปลูกพืชอินทรีย์ ซึ่งมีความยากกว่าการปลูกพืชแบบปกติเกือบทุกเรื่อง ซึ่งการปลูกพืชเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ก็คล้าย ๆ กับการดูแลคนท้อง ต้องระวัง คอยประคบประหงม ซึ่งคนท้อง 1 คนให้ชีวิตใหม่ 1 ชีวิต แต่พืช 1 ต้นให้ชีวิตใหม่ได้เป็นหมื่นหรือแสนชีวิต ต้องจัดการให้ดีที่ทำให้เมล็ดพันธุ์ที่ได้ทั้งหมดมีความแข็งแรง พร้อมที่นำไปปลูกต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่ต่างจากการดูแลคนท้องนั่นเอง

“การปลูกพืชหรือการผลิตเมล็ดพันธุ์ในระบบปกติ เกษตรกรสามารถให้ธาตุอาหาร สารเคมีหรือสารเสริมต่าง ๆ ที่ช่วยในการเจริญเติบโต รวมถึงป้องกันกำจัดโรคแมลงได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่การปลูกในระบบอินทรีย์ให้สารเหล่านี้ไม่ได้เลย ยกเว้นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองว่าให้ใช้ในระบบอินทรีย์ได้ ตรงนี้ถือเป็นความยากสำหรับผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้ได้เมล็ดที่มีคุณภาพและปริมาณตามที่ต้องการ โดยเฉพาะเรื่องโรคและแมลงถือเป็นปัญหาหลักของการผลิตพืชในระบบอินทรีย์”

การปลูกพืชในระบบปกติ เกษตรกรสามารถใช้ยาหรือสารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงได้ แต่การผลิตแบบอินทรีย์ทำไม่ได้ ดังนั้นการบริหารจัดการแปลงอย่างเป็นระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญของการปลูกพืชแบบอินทรีย์ ตั้งแต่การปรับปรุงบำรุงดินให้มีโครงสร้างและคุณสมบัติทางเคมีที่เหมาะสม เช่นการเพิ่มอินทรียวัตถุ ปุ๋ยคอก น้ำหมักจุลินทรีย์ให้ดิน ไม่มีเชื้อโรคสะสมในดิน เช่น การพลิกหน้าดิน ตากดิน และเว้นระยะในการปลูกที่เหมาะสม และให้มีธาตุอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตไปจนถึงเก็บผลผลิตได้ เช่นการปลูกพืชตระกูลถั่วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เมื่อดินดีก็เอื้อต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของพืช สามารถต้านทานโรคและแมลงได้ตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ต้องวางแผนการปลูกเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงที่มีการระบาดอย่างรุนแรงของโรคและแมลงแต่ละชนิด เว้นระยะการปลูกหรือสลับพื้นที่ปลูกเพื่อตัดวงจรของโรคและแมลง ตลอดจนใช้เทคโนโลยีการป้องกันแมลงอย่างโรงเรือน มุ้ง หรือตาข่ายมาใช้ ซึ่งก็ทำให้การผลิตเมล็ดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญต้องลงแปลงเพื่อตรวจสอบความผิดปกติเป็นระยะ ๆ เมื่อเกิดปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที รายละเอียดในการจัดการก็ค่อนข้างเยอะ ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวนัก ต้องเข้าแปลง ต้องอยู่ใกล้ชิด และมักมีปัญหาเฉพาะหน้าให้แก้ไขอยู่เสมอ ๆ ดังนั้นในการปลูกพืชเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ การทำน้อยแต่ให้มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่เกิดปัญหาการระบาดของโรคและแมลงจนควบคุมไม่ได้ ก็จำเป็นต้องทำลายหรือกำจัดต้นพันธุ์เหล่านั้นทิ้งไป จะไม่เก็บต้นหรือเมล็ดพันธุ์มาใช้ต่อโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะโรคที่ติดต่อผ่านทางเมล็ดพันธุ์เพราะสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่นำเมล็ดพันธุ์ไปใช้โดยตรง

การที่เกษตรกรปลูกพืชผักเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ สิ่งแรกเกษตรกรต้องเข้าใจก่อนว่าพืชชนิดนั้นสามารถให้เมล็ดพันธุ์ได้มากน้อยแค่ไหน และต้องใช้ระยะเวลาในการปลูกเท่าไรถึงจะมีเมล็ด ยกตัวอย่างผักสลัดที่เมล็ดพันธุ์ราคาค่อนข้างแพงและเป็นที่ต้องการในปัจจุบัน ซึ่ง 1 เมล็ดถ้านำมาปลูกโดยใช้ระยะเวลา 40-45 วัน ก็ได้ผักสดพร้อมรับประทานจำนวน 1 ต้น หรือจำหน่ายก็มีราคาอยู่ที่ประมาณ 10-20 บาท แต่หากปลูกต่อไปจนมีอายุ 120 วัน ต้นก็แก่และติดเมล็ด ซึ่งผักสลัด 1 ต้นให้เมล็ดประมาณ 15 กรัม หรือประมาณ 15,000 เมล็ด จาก 1 เมล็ดเพิ่มเป็น 15,000 เมล็ด ดังนั้นทั้งแปลงเก็บไว้ทำพันธุ์เพียงต้นเดียวก็เพียงพอแล้ว

“ยกตัวอย่างพืชพื้นเมืองอย่างมะเขือเปราะ ปลูกเมล็ดพันธุ์ 1 เมล็ด ก็เติบโตขึ้นมาเป็นมะเขือ 1 ต้น ตลอดอายุการเก็บเกี่ยว มะเขือ 1 ต้นให้ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 150-200 ผล มะเขือเปราะ 1 ผล ที่อายุ 120-150 วัน มีเมล็ดอยู่ประมาณ 500-700 เมล็ดที่สามารถนำไปปลูกต่อได้ ซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ ทว่าคนส่วนใหญ่ไม่ทราบเพราะไม่เคยสนใจ ซึ่งถ้าหากเก็บเมล็ดมะเขือหมดทั้งต้น ก็ได้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 75,000-140,000 เมล็ด หากนำไปปลูกทั้งหมดต้องใช้พื้นที่ประมาณ 40 ไร่เลยทีเดียว”

ผศ.ฉันทนาบอกว่า ในการผลิตเมล็ดพันธุ์เกษตรกรไม่ต้องทำมาก อย่างมะเขือหากเก็บไว้ใช้เอง เก็บไว้เพียงแค่ 2-3 ผล โดยปล่อยให้ลูกสุกคาต้น ผลเป็นสีเหลือง ๆ ก็เพียงพอสำหรับการปลูกครั้งต่อไปแล้ว ซึ่งความรู้เหล่านี้ถ้ามีพื้นฐานด้านการปลูกอยู่แล้วเป็นทุนเดิม การต่อยอดเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่ยากเลย ผักชนิดอื่น ๆ ก็เช่นกัน จากเดิมที่เคยใช้ประโยชน์เฉพาะใบหรือยอด ลองปล่อยให้พืชเหล่านั้นให้เมล็ด พร้อมกับศึกษาว่าแต่ละต้นให้ผลผลิตได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อที่วางแผนการผลิตได้ หากเกษตรกรทำเช่นนี้กับพืชที่ปลูกทุก ๆ ชนิดที่เป็นพันธุ์แท้ เกษตรกรก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ทำให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ ยิ่งประเทศไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมอยู่มาก หากเกษตรกรเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองได้ก็เป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชเอาไว้ด้วย

 

ที่มา   https://www.facebook.com/agriculturemag/

Leave a comment

Related Posts