สร้างรายได้เสริมง่าย ๆ ด้วย “เห็ดฟางกองเตี้ย” ในสวนยางพารา

ปัญหาราคายางตกต่ำทำให้เกษตรกรหลายราย ท้อใจจนตัดสินใจโค่นยางทิ้งแล้วหันไปปลูกพืชชนิดอื่น ยิ่งในรายที่ปลูกใหม่ยังไม่ทันได้กรีดคงต้องกุมขมับ ให้กลับตัวก็ไม่ได้ ให้ไปต่อก็กลัวไม่ถึงเป้าหมาย และเพื่อความอยู่รอด ต้องดิ้นรนและสู้ต่อ เกษตรกรหลายคนเริ่มหันเหมาทำเกษตรผสมผสานมากขึ้น เช่นเดียวกับเกษตรกรชาวกาฬสินธุ์ ที่หันเหจากการทำทำสวนยางพารา มาทำเห็ดฟาง ซึ่งมีราคาดีกว่ายางพาราเยอะเลยทีเดียว

สุภาพ นันดิลก อยู่บ้านเลขที่ 39/3 ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ (โทร. 08-3345-9264) เป็นคนหนึ่งที่เริ่มต้นปลูกยางพาราเมื่อสัก 3 ปีก่อน เพราะเห็นว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับที่แน่นอน เกษตรกรชาวสวนยางส่วนใหญ่มักจะมีรายได้ค่อนข้างดี และยางพาราก็เป็นพืชที่ปลูกและดูแลไม่ยาก ประกอบกับราคารับซื้อยางพาราในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีราคาค่อนข้างสูง จึงจูงใจให้เกษตรกรหันมาทำสวนยางกันมาก

สุภาพลงทุนปลูกยางพาราในพื้นที่ 7 ไร่ โดยใช้พันธุ์ RRIM 600 โดยซื้อมาในราคาต้นละ 40 บาท ปัจจุบันแม้จะมีปัญหาราคายางตกต่ำ แต่เนื่องจากยางของเขายังไม่เปิดกรีดทำให้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากราคายาง และเขายังเชื่อมั่นว่าในอนาคตเมื่อยางเปิดกรีดได้แล้ว ช่วงนั้นราคายางน่าจะดีขึ้นเองตามกลไกของตลาด ซึ่งระหว่างที่รอกรีดยางนี่เอง สุภาพได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ให้สร้างรายได้เสริมด้วยการ “เพาะเห็ดฟางกองเตี้ย”

ขั้นตอนการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยในสวนยางของสุภาพนั้น เริ่มจากการเตรียมดิน โดยไถพลิกหน้าดินตากแดดไว้ 3-4 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในดิน และปรับหน้าดินให้เรียบเสมอกัน จากนั้นจึงนำกากมันสำปะหลังหรือฟางข้าว ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งตอซังและปลายฟาง โดยหากเป็นตอซังให้นำมาแช่น้ำจนอ่อนตัวใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่หากเป็นปลายฟางแข็งๆ ควรแช่น้ำไว้ประมาณ 1-2 วัน หรือจุ่มน้ำแล้วนำมากองสุมกันไว้ประมาณ 1 คืน เพื่อให้ปลายฟางมีลักษณะอิ่มและนิ่มเสียก่อน แล้วจึงนำมาใช้เป็นวัสดุเพาะได้

หลังจากเตรียมวัสดุที่จะใช้เพาะเห็ดฟางได้แล้ว ให้นำวัสดุเพาะนั้นมาใส่ลงในไม้แบบที่เตรียมไว้เป็นแท่งขนาดกว้างประมาณ 10 เซนติเมตร ยาว 28 เซนติเมตร และสูงประมาณ 5 เซนติเมตร อัดวัสดุเพาะลงไปให้พอแน่น จากนั้นถอดไม้แบบออก แล้วทำแบบเดิมไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่ต้องการ โดยให้เว้นระยะห่างแต่ละแท่งตามความเหมาะสม หรืออาจจะใช้ระยะห่างประมาณ 8 เซนติเมตร

เทคนิคสำคัญในการอัดแท่งนั้น สุภาพเปิดเผยว่าจะต้องดูสภาพอากาศในช่วงที่จะเพาะเห็ดประกอบด้วย โดยหากเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศเย็นให้เว้นระยะระหว่างแท่งไม่ต้องมาก แต่หากสภาพอากาศค่อนข้างร้อนให้เว้นระยะระหว่างแท่งให้ห่างกันมากขึ้น และในขณะที่นำกากมันสำปะหลังมาอัดแท่งนั้น หากพบว่ากากมันมีลักษณะแห้งเกินไป ให้รดน้ำเพิ่มให้พอชุ่มเพื่อให้กากมันจับตัวกัน จากนั้นจึงนำอาหารเสริม ปุ๋ยคอกที่มีเนื้อละเอียด รำอ่อน และปุ๋ยเคมีเล็กน้อยมาผสมคลุกเคล้าให้ทั่วกัน แล้วนำมาโรยบาง ๆ รอบ ๆ แท่ง และระหว่างช่องว่างของแต่ละแท่ง

เมื่อเตรียมพื้นที่เพาะเห็ดฟางเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการเพาะ โดยการนำเชื้อเห็ดฟางจากถุงมาแบ่งเพาะ ซึ่งปกติเชื้อเห็ดฟาง 1 ถุง จะมีน้ำหนักประมาณ 200 กรัม สามารถแบ่งออกได้เป็น 3-4 ส่วน จากนั้นนำเชื้อเห็ดฟาง 1 ส่วน มาโรยลงบนกองที่โรยอาหารเสริมไว้ก่อนหน้านี้แล้วให้ทั่ว รดน้ำให้ชุ่มทั่วทั้งแปลง จากนั้นจึงทำชั้นที่ 2 และ 3 หรือ 4 ต่อไป และในชั้นสุดท้ายให้โรยอาหารเสริมและเชื้อเห็ดให้เต็มทั่วหลังแปลง

ขั้นตอนถัดมาให้ขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่ โดยปักโครงห่างกันพอสมควรแล้วนำพลาสติกใสมาคลุมแปลง โดยใช้พลาสติก 2 ผืนวางเกยทับกัน แล้วนำฟางมาคลุมทับบนพลาสติกอีกชั้นเป็นอันเสร็จสิ้น หลังจากนั้นประมาณวันที่ 3 (ช่วงหน้าร้อน) จะเริ่มเห็นเส้นใยเห็ดเดินเป็นสีขาวฟู ให้รื้อพลาสติกที่คลุมอยู่ออกแล้วทำการตัดเส้นใยด้วยการนำน้ำสะอาดผสมด้วย EM มารดบางๆ ให้ชุ่ม เพื่อป้องกันการเกิดดอกเป็นกระจุก พอเส้นใยขาดหมั่นสังเกตอุณหภูมิในกองเห็ด ถ้าร้อนเกินไปให้เปิดด้านข้างในช่วงเช้าหรือเย็นก็ได้ ครั้งละประมาณ 5-10 นาที แล้วปิดคลุมไว้ตามเดิม (เชื้อเห็ดต้องการอุณหภูมิในการเจริญเติบโตประมาณ 35-38 องศาเซลเซียส) หลังจากตัดเส้นใยแล้วประมาณ 5-7 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้

ระยะเวลาการเก็บผลผลิตที่เหมาะสม ควรจะเป็นช่วงเช้ามืด โดยเลือกเก็บดอกเห็ดที่มีลักษณะตูม หัวแหลม เพราะจะได้น้ำหนักดี การเก็บผลผลิตใน 1 รอบนั้น จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-5 วัน จึงจะหมดดอกรุ่นแรก จากนั้นให้เปิดกองเห็ดออกแล้วรดน้ำพอชุ่ม คลุมพลาสติกไว้อีกประมาณ 5-7 วัน เส้นใยเห็ดก็จะเกิดดอกให้เก็บอีกเป็นรุ่นที่ 2 แต่ปริมาณผลผลิตอาจจะน้อยกว่าครั้งแรก

การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยนับเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ในระหว่างรอกรีดยาง หรือระหว่างรอราคายางพ้นวิกฤติ ซึ่งสุภาพเชื่อมั่นว่านี่คือวิธีการพึ่งพาตนเองและลดความเสี่ยงจากการทำอาชีพเกษตรได้ดีที่สุด ซึ่งการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยในสวนยางนั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับสุภาพได้สูงถึง 2 หมื่นบาทต่อการเก็บผลผลิตในแต่ละครั้ง ในขณะที่ต้นทุนการเพาะเห็ดฟางนั้นค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยประมาณ 200 บาท/แปลง เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตที่มีอยู่ 30 แปลง (1 แปลงจะมีกองเห็ด 20 แท่ง) ก็เป็นต้นทุนเพียง 6 พันกว่าบาท ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่ดี เพราะเห็ดฟางสามารถเก็บผลผลิตได้เร็ว และผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถขายส่งได้ในราคา 50 บาท/กิโลกรัม ในขณะที่ราคาขายปลีกนั้นอยู่ที่ประมาณ 80 บาท ทำให้หักลบต้นทุนแล้วยังคงมีกำไรเหลือเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

 

ที่มา   https://web.facebook.com/agriculturemag/posts/1832982526739332?__tn__=K-R

Leave a comment

Related Posts