‘มะเขือม่วง’ พืชมีประโยชน์ ปลูกง่าย ผลผลิตออกตลอดปี

มะเขือม่วง (Eggplant) เป็นมะเขืออีกชนิดที่มีความกรอบ และมีรสหวาน คล้ายกับมะเขือเปราะ แต่ต่างที่ผลมีสีม่วง และพันธุ์ที่ปลูกส่วนมากมีลักษณะเรียวยาว นิยมทั้งรับประทานสด และนำไปประกอบอาหาร โดยเฉพาะในทวีปอเมริกา และยุโรปที่นิยมรับประทานอย่างมาก ส่วนในเอเชียประเทศที่นิยมรับประทาน และไทยส่งออกให้มากที่สุด คือ ญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยยังไม่เป็นที่นิยม อาจเพราะคนไทยยังนิยมในมะเขือเปราะที่มีสีเขียวมากกว่า

พันธุ์มะเขือม่วง
– พันธุ์มะเขือม่วงที่นิยมปลูก ได้แก่ มะเขือม่วงพันธุ์ตะวันตก มะเขือม่วงยาวของจีน และมะเขือม่วงพันธุ์ญี่ปุ่น ได้แก่
– พันธุ์ผลกลม เช่น Toska, Black King
– พันธุ์ผลกลมรี เช่น Beauty, Dusky, Epic, Black Enorma
– พันธุ์ผลยาว เช่น Ichiban, Little Finger, Vernal

พันธุ์ที่นิยมปลูกในไทย
1.พันธุ์ผลกลมหรือรูปไข่รี
ผลมีลักษณะกลม คล้ายหยดน้ำ หรือเป็นรูปไข่รี ก้านผลมีสีเขียว แต่ผลมีสีม่วง ทำให้เรียกว่า มะเขือม่วงก้านเขียว นิยมใช้ประกอบอาหารของชาวยุโรปตามร้านอาหารตะวันตก และตามโรงแรมที่มีชาวต่างชาติ อาทิ อาหารประเภทปิ้งย่าง และทอดต่าง ๆ

2. พันธุ์ผลผอมยาว
ผลมีลักษณะผอมยาว ก้านผล และผลมีสีม่วงหรือม่วงสีดำ นิยมใช้ประกอบอาหารตะวันตก อาหารญี่ปุ่น ประเภทปิ้งย่าง แกง และทอด อาทิ มะเขือชุบแป้งทอด เป็นต้น ส่วนที่จะนำมาใช้บริโภคได้คือ ผลที่มีรูปร่างกลมยาว สีม่วงคล้ำ มีลักษณะผิวเปลือกเรียบเกลี้ยงเป็นมันวาว ตรงขั้วผลจะมีกลีบเลี้ยงสีเขียวติดอยู่ มีรสชาติหวานฝาดเล็กน้อย มะเขือม่วงปลูกง่าย การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก ให้ผลผลิตได้ระยะนาน โรคและแมลงศัตรูเข้าทำลายน้อย และทนแล้งสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

การเตรียมแปลงเพาะกล้า
1. ทำการขุดดินให้ลึก 15-20 เซนติเมตร (1 หน้าจอบ)
2. จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วลงไปในแปลง พรวนเดินคลุกเคล้าให้เข้ากัน
3. ทำการย่อยหน้าดินให้ละเอียด ยกเป็นแปลง ตามขนาดและตามความต้องการ ปรับหน้าดินให้เรียบ
4. หว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่วแปลง แล้วหว่านกลบด้วย ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก รดน้ำให้ชุ่ม ดูแลรักษากล้านาน 25-30 วัน เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ จึงย้ายลงแปลงปลูก

การเตรียมแปลงปลูก
1. การเตรียมดินปลูก ทำการไถดะให้หน้าดินลึก 30-40 เซนติเมตร
2. ตากหน้าดินไว้ 7-10 วัน ย่อยดินให้ละเอียด หว่านปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอกอัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ คลุกเคล้าในแปลงยกร่องสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ความกว้าง 120 เซนติเมตร
3. ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 70-80 เซนติเมตร ระหว่างแถว 90-100 เซนติเมตร
4. นำกล้ามะเขืออายุ 35 วัน หรือมีใบจริง 3-4 ใบ มาปลูกลงหลุมที่กำหนด กลบดินแล้วรดน้ำ
5. เมื่อมะเขือยาวลูกผสมเริ่มติดดอกติดผลควรใช้ไม้ปักหลักและผูกค้ำกิ่ง เพื่อป้องกันผลมะเขือยาวสัมผัสกับพื้นดิน

การดูแลรักษา
1. การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 1 ช้อนชา/ต้น ทุกๆ 15-20 วัน โรยห่างโคนต้น 5-10 เซนติเมตร (บริเวณชายทรงพุ่ม) หรือใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอโดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์น้อยลงก็ได้
2. การให้น้ำ ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
3. การพรวนดินกำจัดวัชพืช หลังจากปลูกแล้ว ถ้ามีวัชพืชให้รีบกำจัดอย่าปล่อยให้รบกวน เพราะจะทำให้แย่งน้ำอาหาร และควรพรวนดินไปด้วยเพื่อให้ดินร่วน

การเก็บเกี่ยว
อายุการเก็บเกี่ยวของมะเขือยาวประมาณ 60-80 เซนติเมตร หลังย้ายกล้าลงปลูกสามารถเก็บได้ ให้เลือกเก็บผลที่มีขนาดพอเหมาะตามความต้องการของตลาดหลังจากดอกบาน 7-10 วัน จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ การเก็บเกี่ยวควรให้มีขั้วติดมากับผลด้วยมะเขือยาวจะให้ผลผลิตประมาณ 5,000-7,000 กิโลกรัม/ไร่

การกำจัดวัชพืช
ให้กำจัดวัชพืชอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง จนต้นมีอายุได้ ประมาณ 3 เดือน จึงปล่อยตามธรรมชาติ

โรคมะเขือม่วงที่สำคัญ
โรคด่างเหลือง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสในจีนัส Begomovirus ซึ่งเกิดได้ทั้งในมะเขือชนิดอื่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และมะเขือเทศ อาการที่พบ คือ เกิดอาการด่างเป็นสีเหลืองบนใบ ทำให้ใบหงิกงอ และผิดรูป ส่งผลต่อลำต้นแคระ การเติบโตชะงัก ผลมีขนาดเล็ก สั้น และผลมีรูปผิดปกติ

ประโยชน์มะเขือม่วง

มะเขือม่วงนั้น มีสารแอนโธไซยานิน (anthocyanin) ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และดวงตา ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจอัมพาต มีแอนโทไซยานิน (anthocyanin) เป็นรงควัตถุที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ให้สีม่วงแดงในผักเพียงไม่กี่ชนิด เช่น กะหล่ำปลีม่วง มะเขือยาวม่วง และบีทรูท สภาพความเป็นกรดด่างมีผลอย่างมากต่อสีของแอนโทไซยานิน ในสภาพความเป็นกรดแอนโทไซยานินจะให้สีแดงสด ในขณะที่สภาพความเป็นด่างจะเป็นเป็นสีน้ำเงิน หรือเขียวน้ำเงิน ส่วนฟลาโวนอยด์ (flavonoid) เป็นกลุ่มสารสีที่ทำให้พืชมีสีที่หลากหลายขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางเคมีของสาร เช่น อาจจะมีสีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง หรือให้สีอ่อนมาก ประโยชน์ของมะเขือม่วงมีมากมาย ดังนี้

1. ผลมะเขือม่วง ใช้รับประทานสดคู่กับอาหาร อาทิ น้ำพริกปลาทู ลาบ ซุบหน่อไม้ และส้มตำ เป็นต้น
2. มะเขือม่วง ใช้ประกอบอาหาร อาทิ แกงมะเขือ ผัดมะเขือ และบาร์บีคิว เป็นต้น
3. เศษจากส่วนผล และลำต้นใช้ทำน้ำหมักชีวภาพ
4. ลำต้น และใบสด ใช้สุมไฟเพื่อรมควันไล่เหลือบ ยุง
5. ผลมะเขือใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสุกร ด้วยการต้มรวมกับเศษผักอื่นหรือให้แบบสด

มะเขือม่วงปลูกไม่ยากและมีสรรพคุณมากมายขนาดนี้ ลองปลูกติดบ้านไว้ดูบ้างก็ดีเหมือนกันนะคะ

 

ที่มา : https://bit.ly/2QuHbIe , https://bit.ly/2UE9iDl , https://bit.ly/2GfRsDA

Leave a comment

Related Posts