ฟาร์มผักออแกนิคผลผลิตทั้งปี ตำราดีจากอิสราเอล

อาชีพเกษตรกร หลายคนมองว่าไม่น่าจะสร้างฐานะอะไรได้ เด็กรุ่นใหม่จึงทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด มุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่เป็นลูกจ้างเต็มขั้นแต่ไม่ใช่กับ พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์ เกษตรกรรุ่นใหม่ จ.มหาสารคาม เรียนจบมุ่งหน้ากลับบ้าน พร้อมปณิธาน ทำเกษตรทำไมจะรวยไม่ได้

นอกจากนี้ยังเป็นเกษตรกรที่ได้รับรางวัล “เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2559″จากจังหวัดมหาสารคาม เกษตรกรผู้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทำฟาร์มผักออร์แกนิก ‘แก้วพะเนาว์ ฟาร์ม’ ปฏิวัติแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่หันหลังให้อาชีพเกษตรกร นำประสบการณ์ของนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศอิสราเอล เริ่มจากการปรับสภาพดิน บริหารจัดการน้ำ และปรับระบบนิเวศ จนสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติของพ่อแม่และชาวบ้านที่เคยมองว่าอาชีพนี้ลำบากได้

“เรียนจบเกษตรฯ ม.แม่โจ้ เพื่อนหลายคนมองว่า ผมบ้า ไม่ยอมทำงานบริษัทเหมือนคนอื่น แต่มาเป็นเกษตรกร แถมยังมาทำกินในพื้นที่แล้ง อย่างทุ่งกุลาร้องไห้ ส่วนหนึ่งผมเชื่อมั่นว่า ประสบการณ์ที่เรียนมา และความรู้ที่ได้จากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนกับอิสราเอล ประกอบกับการทำเกษตรแบบผสมผสานของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะช่วยพลิกฟื้นผืนดินแห่งนี้ให้กลับมาปลูกพืชได้ เลยใช้พื้นที่ 7 ไร่ที่มีลองปลูกพืชผัก”

พงษ์พัฒน์ ยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดปี 2559 บอกว่า พื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่แห้งแล้ง ดินเค็ม ปลูกอะไรไม่ได้ เลยใช้เทคโนโลยีที่เรียนรู้มาจากอิสราเอล พลิกฟื้นดินทรายมาปลูกพืช เริ่มจากพลิกหน้าดิน นำแกลบดิบ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก อย่างละ 1 ส่วน ผสมกับดิน 2 ส่วน ราดด้วยน้ำหมักชีวภาพครึ่งลิตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 1 เดือน เมื่อดินเริ่มฟื้นสภาพ เดินระบบน้ำ โชคดีที่นี่มีบ่อน้ำบาดาลหมู่บ้านใช้ได้เลย ไม่เค็มเหมือนที่อื่น แต่ต้องใช้อย่างประหยัด

องค์ความรู้จากอิสราเอลปลูกพืชแบบใช้น้ำน้อยเลยถูกนำมาประยุกต์อีกครั้ง จนเกิดระบบน้ำขึ้น 3 ระบบระบบน้ำหยดให้ปุ๋ยพร้อมกับน้ำ ระบบน้ำพุ่ง และระบบให้น้ำแบบไอหมอก ใช้สเปรย์น้ำให้ความชื้น เพื่อไม่ให้พืชเครียดจากอุณหภูมิที่ร้อนกว่า 35 ํ C

“จากนั้นเริ่มปลูกพืชชนิดต่างๆ เลี้ยงไก่ หมู ขุดบ่อเลี้ยงปลา ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่ไม่ปลูกไม้ผล หรือไม้ยืนต้น เพราะดินขาดธาตุอาหารมานาน ไม่เพียงพอต่อไม้ยืนต้น ลองผิดลองถูกไม่นาน ได้สูตรสำเร็จ ปลูกพืชผักสวนครัวหลากชนิดแบบเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี เรียกได้ว่ามีผลผลิตขายได้ทุกวัน”

การปลูกพืชวิธีนี้ นอกจากมีเงินหมุนจากผลผลิตตลอด 365 วันแล้ว ยังลดความเสี่ยงเรื่องโรคและแมลงได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องพึ่งยาหรือสารเคมี

มีการแบ่งพื้นที่ปลูกออกเป็น 60 แปลง แปลงละครึ่งงาน ในแปลงเนื้อที่ครึ่งงานจะมีการแบ่งซอยยกแปลงเป็น 7 แถว เพื่อปลูกพืช 7 ชนิดสลับแถวกัน มีทั้งขึ้นฉ่าย, ผักสลัด, หอมแบ่ง, ผักโขมแดง, ผักบุ้งจีน,กะเพรา, โหระพา ผักพื้นบ้าน และผักเครื่องเคียงต่างๆ แบบจำลองการปลูกผัก 7 ชนิด การนำพืชผักมาลงปลูกใน 1 แถวของ 60 แปลง จะทยอยปลูกห่างกันแปลงละ 1 วัน ส่วนการปลูกพืช 7 ชนิด 7 แถวของแต่ละแปลง จะต้องปลูกห่างกัน 1 สัปดาห์

โดยให้เริ่มจากพืชมีอายุเก็บเกี่ยว 60 วัน เช่น ขึ้นฉ่าย สัปดาห์ที่ 2 ปลูกผักสลัด อายุเก็บเกี่ยว 50 วัน สัปดาห์ถัดมา ปลูกหอมแบ่ง อายุเก็บเกี่ยว 45 วัน สัปดาห์ที่ 4 ลงผักโขมแดง อายุเก็บเกี่ยว 35 วัน ตามด้วยผักบุ้งจีน อายุเก็บเกี่ยว 30 วัน สัปดาห์ที่ 6 ลงพืชที่เก็บผลผลิตได้ในระยะครึ่งปี เช่น กะเพรา โหระพา สัปดาห์สุดท้าย แถวที่ 7 ปลูกผักพื้นบ้าน เช่น สะระแหน่ พริก ผักเครื่องเคียงต่างๆ

การปลูกแบบนี้ ผักจะได้เวลาเก็บเกี่ยวไล่เลี่ยกันแบบหลากชนิด ไม่ต้องห่วงว่าจะมีผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จนทำให้เสียราคา และเมื่อเก็บเกี่ยวพืชผักแต่ละชนิดหมดแล้ว ให้พลิกดินกลบตอเดิมทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทิ้งไว้ 3 วัน ให้เริ่มปลูกผักชนิดใหม่ทันที (ยกเว้นกะเพรา โหระพา เก็บได้จนถึงอายุครึ่งปี) อย่าปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำที่เดิม ให้ปลูกชนิดอื่นสลับกันไป เพื่อป้องกันโรคแมลง

ด้วยเป็นคนไม่หยุดคิด ไม่หยุดทำ ประกอบกับการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากอิสราเอล ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 วันนี้หนุ่มอีสานวัยเบญจเพสได้กลายเป็นเจ้าของพืชผักอินทรีย์ถึง 3 แบรนด์ ส่งขายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

ที่มา : https://taibann.com/2018/05/06/1604/ , https://bit.ly/2NiRvNe

Leave a comment

Related Posts