“พริกกะเหรี่ยง” ที่สุดของพริกทำเครื่องแกง

แม้ตลาดบ้านเราจะเต็มไปด้วยพริกหลากหลายชนิดที่มาพร้อมใบรับประกันถึงความเผ็ดซี้ดซ้าด แต่ถ้าให้เอ่ยถึงสุดยอดปรารถนาของทั้งคนกินและคนทำอาหาร ต้องยกนิ้วให้ “พริกกะเหรี่ยง” พริกขี้หนูผลเล็ก รสโต ซึ่งคนที่เคยลิ้มลองต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พริกชนิดนี้ “ยิ่งเผ็ดยิ่งกิน” อร่อยจนหยุดไม่ได้ ที่สำคัญมีกลิ่นหอมเจืออยู่จนรู้สึกได้

เกียรติศัพท์ของพริกที่ปลูกและเก็บรักษาสายพันธุ์โดยคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนของภาคตะวันตกชนิดรุ่นสู่รุ่น ทำให้พริกที่แปะป้ายว่าเป็นพริกกะเหรี่ยงมีราคาสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของพริกที่มีการซื้อขายในท้องตลาด แต่จริง ๆ แล้ว คำว่า “พริกกะเหรี่ยง” ค่อนข้างกว้าง และมีหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไปตามถิ่นที่ปลูก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลได้ครบ แต่เริ่มมีงานวิจัยเกี่ยวกับสายพันธุ์พริกกะเหรี่ยงในจังหวัดตาก โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ทำการเก็บข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2548-2555 พบว่า เฉพาะในจังหวัดตาก มีสายพันธุ์พริกกะเหรี่ยง มากถึง 559 สายพันธุ์

พริกกะเหรี่ยงพบปลูกมากโดยคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ตามบริเวณชายแดนไทยเมียนมา นอกจากนี้ยังพบการปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยลักษณะเป็นพืชล้มลุกที่สามารถปลูกข้ามปีได้ ทรงต้นกว้างและสูงประมาณ 1-2 เมตร เจริญเติบโตได้ทั้งแบบทอดนอน และแบบทรงพุ่ม ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันเป็นมันหรือมีคลื่น ลักษณะใบคล้ายรูปไข่ ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอก 5 กลีบ มีสีเขียวอ่อนถึงสีขาว ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกช่อ ออกดอกตามข้อของลำต้น ช่อละ 2-5 ดอก ก้านช่อดอกมีทั้งตั้งตรงหรือโน้มลง ออกดอกได้ตลอดทั้งปี ดอกสมบูรณ์ประกอบด้วยส่วนของเกสรเพศเมีย รังไข่ ก้านชูเกสรเพศเมีย และยอดเกสรเพศเมีย เกสรเพศผู้ แยกจากเกสรเพศเมีย อับเรณูสีม่วง สีน้ำเงิน สีเหลือง จำนวน 5 อัน

ผลพริกมีเนื้อบาง เมล็ดน้อย ขนาดกว้าง 0.7-0.9 เซนติเมตร และยาว 2-5 เซนติเมตร และหนัก 0.6 กรัม-0.8 กรัม ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผลเมื่ออ่อนมีสีขาวและจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเขียว จนเมื่อสุกจะมีสีส้มไปจนถึงสีแดงจัด รสชาติเผ็ดมีกลิ่นหอม พริกกะเหรี่ยงเป็นพืชที่มักปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ โดยนิยมปลูกร่วมกับข้าวไร่ ข้าวโพด และพืชผักอื่น ๆ โดยปล่อยให้ผสมเกสรกันเองตามธรรมชาติ จึงพบการผสมข้ามต้นและสายพันธุ์ ทำให้พริกชนิดนี้เปอร์เซ็นต์การกลายพันธุ์สูง

ลุยถิ่นพริกกะเหรี่ยงต้นตำรับ “ยิ่งเผ็ดยิ่งกิน” ที่ อ.ศรีสวัสดิ์

นอกจากพริกกะเหรี่ยงจากจังหวัดตาก อีกถิ่นที่ได้ชื่อว่ามีคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มาก และมีพริกกะเหรี่ยงขึ้นชื่อเช่นกัน คือที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี คุณขัตติยา ไพรเกษตร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานอำเภอศรีสวัสดิ์ ให้ข้อมูลกับผู้เขียนว่า แถบอำเภอศรีสวัสดิ์มีการปลูกพริกกะเหรี่ยงกันมาก ไม่น้อยไปกว่าในแถบอื่น อีกทั้งเป็นต้นตำรับพริกรสเผ็ดที่มีกลิ่นหอม นิยมนำไปทำเป็นพริกป่นปรุงรสก๋วยเตี๋ยว และรับประทานสด ๆ กับสาคูไส้หมูหรือไส้กรอกอีสาน

“พริกกะเหรี่ยงศรีสวัสดิ์จะมีรสชาติเผ็ดหอม ไม่เผ็ดร้อนท่าเดียว จึงกินได้เรื่อย ๆ ยิ่งกินยิ่งเผ็ด ลักษณะภายนอกก็จะต่างกับพริกกะเหรี่ยงในแถบอื่น ผลพริกกะเหรี่ยงของที่นี่จะอ้วนกลม ไม่แหลมยาว ส่วนทรงต้นนั้นจะใกล้เคียงกับสายพันธุ์อื่น ๆ แต่ใบของต้นพริกกะเหรี่ยงที่นี่จะกว้างกว่า หากเป็นสายพันธุ์อื่นใบจะมีลักษณะแคบยาว” คุณขัตติยาเล่าให้ฟังต่อว่า พริกกะเหรี่ยงของที่นี่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นเดิมไว้ปลูกในปีต่อ ๆ ไป ไม่ได้เป็นพืชเชิงเศรษฐกิจอย่างพริกชนิดอื่น ๆ เพราะดั้งเดิมคือปลูกไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือน และปลูกร่วมกับพืชอื่น ๆ เช่น ข้าวไร่ หรือข้าวโพดเสียมากกว่าจะปลูกเป็นแปลงเดี่ยว ๆ

“เขาปลูกไว้กินเหมือนผักสวนครัว การปลูกก็อิงฟ้าฝนตามฤดูกาล ครอบครัวหนึ่งปลูกไว้บ้านละ 1-2 ไร่ แต่บังเอิญพอมันถูกนำไปขายในเมือง แล้วดันถูกปาก คนเมืองชอบ ความต้องการก็มากขึ้น แต่การปลูกมันยังไม่ใช่เชิงพาณิชย์ ปริมาณไม่มาก ราคาจึงสูง ถ้าถามว่าเอาลงไปปลูกในภาคกลางหรือภาคอื่น ๆ ได้ไหม ก็ต้องบอกว่าปลูกได้ แต่ผลผลิตจะได้หรือเปล่าไม่รู้ หรือได้แล้วจะคุ้มกับต้นทุนหรือเปล่า เพราะความต้องการมันก็ยังไม่กว้างเหมือนพวกพริกตลาดที่นำไปแปรรูปได้หลากหลายกว่า”

ปลูกด้วยภูมิปัญญา พึ่งพาฟ้าฝนตามธรรมชาติ

การที่ยังไม่มีองค์ความรู้ในการปลูกพริกกะเหรี่ยงที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ทำให้พริกชนิดนี้ยังคงปลูกด้วยภูมิปัญญาของคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ที่ยังคงใช้วิธีดั้งเดิมที่ตกทอดมาในการปลูกพริกที่ทั้งเผ็ดทั้งหอมชนิดนี้ ท่องเงียะเสิก หรือ “มอง (น้า) ท่อง” อยู่บ้านเลขที่ 51 หมู่ 1 ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่สืบทอดองค์ความรู้ในการปลูกพริกของบรรพชนนี้มาตั้งแต่เด็ก

มองท่องที่พูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว เล่าถึงวิถีการทำเกษตรของผู้คนที่นี่ว่าจะปลูกพืชหลากหลายชนิดผสมผสานกันมากกว่าการปลูกเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง และพริกกะเหรี่ยง เป็นหนึ่งในพืชที่ต้องปลูกอย่างน้อยปีละครั้งในช่วงฤดูฝน ซึ่งตัวมองท่องปลูกไว้ทั้ง 2 รูปแบบ คือทำเป็นแปลงปลูกพริกกะเหรี่ยงโดยเฉพาะ และปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่น บรรพบุรุษ รวม ๆ แล้วประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ซึ่งทั้งสองแบบต้องอาศัยการเก็บเมล็ดจากพริกสดหรือแห้ง วิธีการนั้นคือนำพริกแห้งหรือพริกสดมาใส่ครกและใช้สากค่อย ๆ ยี ให้เนื้อพริกแตกออกจึงค่อยนำเมล็ดที่อยู่ภายในไปล้างน้ำเปล่าทำความสะอาด และนำไปตากจนแห้งจะได้เมล็ดพริกกะเหรี่ยงสำหรับปลูกแบบปีต่อปี

ตามปกติแล้วการปลูกพริกกะเหรี่ยงของเกษตรกรที่นี่ จะปลูกกันในฤดูฝน พึ่งระบบน้ำจากฟ้าเป็นหลัก เพราะอยู่บนยอดเขาสูงที่ระบบชลประทานขึ้นมาไม่ถึง ฤดูกาลปลูกที่มองท่องและผู้คนแถบนี้รอคอยคือหลังฝนแรกของฤดูกาลผ่านพ้นไป ก็จะเริ่มปลูกทันที ซึ่งแต่เดิมคือราวเดือนพฤษภาคม แต่ปัจจุบันสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ฤดูฝนเริ่มต้นช้า กว่าจะได้เริ่มปลูกพริกกะเหรี่ยงและพืชอื่น ๆ จึงปาเข้าไปเป็นเดือนมิถุนายนหรือลากยาวไปจนถึงเดือนกรกฎาคม

“พอฝนตกปุ๊บ เราก็เอาเมล็ดที่เก็บไว้มาแช่น้ำรอได้เลย คืนเดียว เมล็ดมันจะฟูงอกและโตดี”

การปลูกพริกของที่นี่จะว่าไปแล้วก็สุดแสนสบาย เพราะดินเดิมเคยเป็นป่าไผ่มาก่อน ความอุดมสมบูรณ์ก็ยังดีอยู่ เพราะไม่เคยเอาปุ๋ยเคมีมาใส่ หลังจากแช่เมล็ดไว้ 1 คืน แล้วนำเมล็ดลงปลูกในหลุมที่ขุดเว้นระยะห่างไว้ 50 เซนติเมตร หยอดเมล็ดหลุมละประมาณ 3 เมล็ด พื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพริกกะเหรี่ยงประมาณครึ่งกิโลกรัม โดยไม่ต้องเตรียมแปลงหรือรองก้นหลุมแต่อย่างใด ขอแต่เพียงภาวนาอย่าให้ฝนขาดช่วง เพียงสัปดาห์เดียว ต้นพริกกะเหรี่ยงก็จะงอกมาให้เห็น งานหลักหลังจากนั้นคือการถอนหญ้าและกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น รวมทั้งดูแลกำจัดต้นที่อ่อนแอทิ้งเสีย รวมทั้งตัดแต่งกิ่งโคนต้นให้โปร่งโล่ง เพื่อให้ต้นได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ เป็นการป้องกันโรคและแมลงบางชนิดได้ทางอ้อม ยกเว้นเพลี้ยไฟ!

“ถ้าฝนตกมาก ๆ เพลี้ยไฟก็ไม่มี แต่ตอนนี้อากาศมันแปรปวนไปหมด จู่ ๆ หน้าร้อนฝนดันตก พอตกต้นพริกมันก็ออกดอก แต่ฝนก็ไม่มาแล้ว เพลี้ยไฟมันก็เลยลงไปดูดกินน้ำเลี้ยงที่ดอก เพราะมันชอบโผล่มาหน้าร้อนอยู่แล้ว แต่ก็ปล่อยมันไป เพราะต้นมันแข็งแรง อย่างมากก็ใบหงิก แต่ต้นมันอยู่ พอเข้าหน้าฝนจริง ๆ ฝนตกสักครั้งสองครั้งเพลี้ยมันก็ไปหมด” ฟังมองท่องเล่าแล้วต้องบอกว่ามันง่ายจนอยากขโมยเมล็ดกลับไปปลูก เพราะเป็นการปลูกด้วยการใช้แค่สองสิ่งคือภูมิปัญญาในการจัดการดูแลกับธรรมชาติ ว่าแต่ถ้านับวันตั้งแต่ที่หยอดเมล็ด เมื่อไรล่ะกว่าต้นพริกกะเหรี่ยงจะให้ผลผลิตได้

“3 เดือน” มองท่องตอบ

คำตอบของมองท่องทำให้ผู้เขียนกระแอมอยู่ในใจว่านานพอดูหากเทียบกับพริกทั่วไป แต่พอถามถึงระยะเวลาการเก็บเกี่ยว ซึ่งพริกทั่วไปปลูกกันแบบพืชล้มลุก เก็บผลผลิตได้เต็มที่ 6 เดือน ก็ต้องโละต้นทิ้ง แต่พริกกะเหรี่ยงศรีสวัสดิ์สามารถปลูกทิ้งไว้ข้ามปีได้ และสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดปี ยกเว้นช่วงที่แล้งจัด ๆ ผลผลิตอาจน้อย แต่ก็ไม่ได้กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่มากนัก เพราะรายได้หลักของมองท่อง รวมถึงคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ในแถบอำเภอศรีสวัสดิ์มาจากข้าวโพดอาหารสัตว์ ส่วนพริก ข้าวไร่ หรือพืชผักอื่น ๆ ปลูกไว้กินในครัวเรือนมากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าไม่ขายเลย เพราะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามาสอบถามหาซื้อกันเป็นประจำ โดยพริกกะเหรี่ยงจะสามารถจำหน่ายได้ทั้งพริกสด ซึ่งจะต้องเลือกเก็บพริกที่เมล็ดยังเขียวอยู่ สามารถจำหน่ายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 80 บาท (ราคาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา)

ส่วนพริกที่สุกจนมีสีส้มหรือสีแดง เพราะเก็บกินเก็บขายไม่ทันจะนำมาทำเป็นพริกแห้งที่ขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท! แต่หากขี้เกียจคัดแยก เก็บรวม ๆ คละกันไปทั้งพริกแดง-เขียว พ่อค้าจะให้ราคากิโลกรัมละ 30 บาท มองท่องบอกว่า เวลาพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้านนั้น เขาเอาหมด มาครั้งหนึ่งได้พริกกลับไป 40-50 กิโลกรัม พอถามต่อว่าไม่สนใจขายเองบ้างหรือ มองท่องส่ายหน้า บอกว่าเต็มที่ก็แบ่งขายให้คนในชุมชนไปกิน เพราะไม่ได้เดือดร้อนหรือมุ่งมั่นทำเป็นอาชีพอย่างที่บอกไว้

สวนผสมผสานปลูกพืชทุกอย่างในหลุมเดียว

นอกจากแปลงพริกกะเหรี่ยงเดี่ยว ๆ ขนาดไร่ครึ่ง บริเวณหน้าบ้าน มองท่องยังปลูกพริกกะเหรี่ยงปะปนไปกับพืชชนิดอื่น ๆ แต่ไม่ใช่รูปแบบสวนผสมแบบที่คนทั่วไปรู้จักกันอย่างแน่นอน เพราะคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่นี่มีวิธีปลูกพืชด้วยการนำเมล็ดพืชที่ต้องการปลูกทั้งหมดหยอดรวมกันลงไปในหลุมเดียว

“อยากกินอะไรก็นำเมล็ดมาเคล้ารวมกันทั้งหมด นอกจากพริกก็มีข้าวไร่ มะเขือ แตงไทย ส้มยอ (แตงเปรี้ยว) มะเขือเปราะ หรือดอกไม้ก็มี เสร็จแล้วจะหยอดเมล็ดที่เอามาคลุกรวมกันลงหลุมปลูก” วิธีการหยอดเมล็ดนั้นใช้วิธีแบบสุ่มชนิดที่คนปลูกก็ไม่รู้ว่าแต่ละหลุมหยอดเมล็ดอะไรลงไปบ้าง รอจนได้ผลผลิตนั่นแหละถึงได้รู้ แต่ที่ได้กินแน่ ๆ เพราะใส่ลงไปเยอะคือข้าวไร่ การปลูกพืชแบบผสมผสานแบบนี้ตามปกติจะเริ่มประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เริ่มเก็บผลผลิตตอนเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยข้าวไร่กับพริกกะเหรี่ยงจะได้ผลผลิตพร้อม ๆ กัน จึงดูแลกำจัดวัชพืชที่ขึ้นมากวนใจควบคู่กันไปได้ และตามลำดับแล้วจะเก็บเกี่ยวข้าวไร่ก่อน จึงค่อยมาทยอยเก็บพริกซึ่งก็สุกคาต้น พริกที่เก็บได้หลังข้าวไร่จึงมักนำมาทำเป็นพริกแห้งมากกว่าเก็บหรือจำหน่ายเป็นพริกสด

น่าเสียดายว่าช่วงที่ผู้เขียนมีโอกาสเยือนอำเภอศรีสวัสดิ์ ภายใต้การอำนวยความสะดวกของสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอศรีสวัสดิ์ในครั้งนี้ อยู่ในช่วงฤดูแล้งพอดี จึงไม่มีภาพการปลูกพืชผสมผสานลงในหลุมเดียวกันมาฝาก เพราะอย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่า การปลูกพริกกะเหรี่ยงตลอดจนการทำการเกษตรของที่นี่ พึ่งพาน้ำฝนจากฟ้าเป็นหลัก ช่วงร้อนแล้งของเดือนเมษายน กิจกรรมการเกษตรของผู้คนแถบนี้จึงมีค่อนข้างน้อย ผลผลิตพริกก็เช่นกัน ทำให้ราคาพริกกะเหรี่ยงค่อนข้างสูง น่าสนใจว่า หากมีคนนำสายพันธุ์พริกกะเหรี่ยงศรีสวัสดิ์ไปปลูกในท้องที่อื่นได้สำเร็จ โดยรักษารสชาติความแซ่บและกลิ่นหอม ๆ อันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ได้ จากพริกที่ปลูกด้วยภูมิปัญญา พริกกะเหรี่ยงสายพันธุ์เด่นจากเมืองกาญจน์ชนิดนี้ ก็อาจกลายเป็นพริกเชิงพาณิชย์ที่น่าจับตามองในอนาคตก็เป็นได้

 

ที่มา   https://www.facebook.com/agriculturemag/

Leave a comment

Related Posts