ผักพื้นบ้าน “ต้านมะเร็ง” ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

พืชผักเป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างร่างกายของเราให้มีความแข็งแรง ช่วยป้องกันรักษาโรคต่าง ๆ ของเราได้ ยิ่งถ้าเป็นผักพื้นบ้านก็จะยิ่งมีประโยชน์มาก เพราะเป็นสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวเรา สามารถหาได้ง่าย ๆ ตามริมรั้วหรือจากที่เราปลูกเอาไว้ โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินซื้อ จะมีผักพื้นบ้านอยู่ 8 ชนิดที่มีสานต้านโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี มีผักอะไรบ้างไปดูกันเลยจ้า

ผักแพว ผักพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากแถมยังมีสรรพคุณป้องกันและต่อต้านมะเร็ง อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลาย อาทิ วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, แคลเซียม, ธาตุเหล็ก, ฟอสฟลอรัส, คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน ฯลฯ นิยมนำมากินกับลาบ น้ำตก น้ำพริก ใส่ในสลัด ปอเปี๊ยะสด รวมไปถึงนำมากับดับกลิ่นคาว

สรรพคุณของผักแพว

  • ผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย (ใบ)
  • ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ใบใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)
  • ช่วยบำรุงประสาท ช่วยรักษาหอบหืด ช่วยแก้อาการไอ (ราก)
  • รสเผ็ดของผักแพวช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น ช่วยรักษาโรคหวัด (ใบ)
  • ช่วยขับเหงื่อ ช่วยรักษาโรคปอด (ดอก)
  • ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันและแก้อาการท้องผูก และช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะเป็นผักที่มีไฟเบอร์สูงถึง 9.7 กรัม ซึ่งจัดอยู่ในผักที่มีเส้นใยอาหารมากที่สุด 10 อันดับของผักพื้นบ้านไทย (ใบ)
  • ผักแพวมีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยแก้ลม ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ (ใบ, ยอดผักแพว) ใช้เป็นยาขับลมขึ้นเบื้องบน ช่วยให้เรอระบายลมออกมาเวลาท้องขึ้น ท้องเฟ้อ (ใบ, ดอก, ต้นราก)
  • รากผักแพวช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร (ราก) แก้กระเพาะอาหารพิการหรือกระเพาะอักเสบ (ใบ, ดอก, ต้นราก)
  • ช่วยแก้ท้องเสีย อุจจาระพิการ ช่วยแก้อาการเจ็บท้อง ช่วยแก้อาการท้องรุ้งพุงมาน (ใบ, ดอก, ต้นราก)
  • ใบผักแพวช่วยรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ด แต่ต้องรับประทานติดต่อกัน 5-8 วัน
  • ลำต้นผักแพวใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น)
  • ราก ต้น ใบ และดอก นำมาปรุงเป็นยาได้ ใช้รักษาริดสีดวงทวาร (ใบ, ดอก, ต้น, ราก)
  • ช่วยรักษาโรคตับแข็ง ช่วยลดอาการอักเสบ (ใบ)
  • ใบผักแพวใช้แก้ตุ่มคัน ผดผื่นคันจากเชื้อรา เป็นกลากเกลื้อน ด้วยการใช้ใบหรือทั้งต้นนำมาคั้นหรือตำผสมกับเหล้าขาว แล้วใช้เป็นยาทา (ใบ, ทั้งต้น)
  • ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ช่วยรักษาอาการปวดข้อ ปวดกระดูก (ราก)
  • ช่วยแก้เส้นประสาทพิการ แก้เหน็บชาตามปลายนิ้วมือ ปลายเท้า และอาการมือสั่น ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงเลือดลมของสตรี (ใบ, ดอก, ต้นราก)

ข้อควรรู้  : ผักแพวหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่สองชนิดที่ต่างกันแค่สีต้น คือ ผักแพวแดงและผักแพวขาว เป็นสมุนไพรคู่แฝดที่นำมาประกอบเป็นจุลพิกัดหรือใช้คู่กันเป็นยาสมุนไพรจะมีฤทธิ์ยาแรงขึ้น และมีประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้นด้วย

ผักเหลียง จัดได้ว่าเป็นราชินีของผักพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนจำนวนมาก ซึ่งผักเหลียงเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ นอกจากนี้แล้วผักชนิดนี้ยังพบทางภาคตะวันตกอีกด้วย แถมยังมีคุณประโยชน์มากมายไม่ว่าจะช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ แถมยังป้องกันและต่อต้านมะเร็งอีกด้วย

สรรพคุณผักเหลียง

  • บำรุงเส้นเอ็น
  • บำรุงกระดูก
  • บำรุงสายตา
  • แก้โรคซางในเด็ก

ขี้เหล็ก ผักพื้นบ้านของภาคใต้อีกหนึ่งชนิดที่มีประโยชน์ไม่แพ้กัน ซึ่งดอกขี้เหล็กมีสรรพคุณช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในส่วนของดอกนั้นนำมาใช้ทำเป็นแกงขี้เหล็กได้ และในส่วนของแก่นขี้เหล็กยังช่วยรักษามะเร็งต่าง ๆ เช่น มะเร็งปอด, มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ ได้อีกด้วย

สรรพคุณขี้เหล็ก

  • ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ทั้งที่รับประทานผ่านอาหาร เช่น แกงขี้เหล็ก หรือ นำใบมามาตากแห้ง ก่อนบดใส่แคปซูล หรือ นำใบมาต้มน้ำดื่ม (ต้มดื่มจะมีรสขมมาก)
  • สารในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinones) ช่วยออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นยาระบาย และแก้อาหารท้องผูก
  • สารบาราคอล ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยในการนอนหลับได้ง่าย
  • นำใบมาต้มน้ำสำหรับอาบ ช่วยรักษาโรคผิวหนัง กำจัดเชื้อรา
  • นำส่วนต่าง ๆ มาต้มน้ำ สระผมร่วมกับแชมพูสำหรับขจัดรังแค
  • บรรเทาอาการปวดจากพิษแมลงกัดต่อย ด้วยการนำมาส่วนต่าง ๆ มาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนจะประคบบริเวณที่ถูกต่อย
  • ช่วยในการห้ามเลือด ด้วยการนำใบ และดอกอ่อนมาบด และกดประคบไว้ที่แผล
  • ทุกส่วนมีรสขม ช่วยให้เจริญอาหาร และแก้อาการตัวเหลือง ช่วยลดความดันโลหิต บำรุงเลือด ช่วยแก้ระดูขาว และปรับประจำเดือนให้มาเป็นปกติ
  • แก้นิ่วในท่อปัสสาวะ นิ่วในไต ช่วยในการขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเล็ด รักษาไข้มาลาเรีย แก้อาการตัวร้อน ลดอาการกระหายน้ำ
  • ช่วยขับเสมหะ และลดอาการอักเสบในลำคอ แก้อาการเหน็บชา ตามมือ ตามเท้า บรรเทาอาการปวดหัวเรื้อรัง ปวดหัวข้างเดียว และบรรเทาอาการไมเกรน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน บรรเทาอาการหอบหืด

สะเดา ผักพื้นบ้านรสชาติขมนิยมนำมารับประทานกับปลาดุกย่างและน้ำปลาหวาน ซึ่งสะเดามีประโยชน์ค่อนข้างมากไม่ว่าจะบำรุงร่างกาย บำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยถอนพิษไข้ ขับเสมหะ แก้อาการท้องผูก ขับลม ที่สำคัญช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกและมะเร็งเนื่องจากในเปลือก ใบ และผลของสะเดา มีสารลิโมนอยด์ (Limonoids) และโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides)

สรรพคุณทางสมุนไพรของสะเดา

  • สามารถนำส่วนต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ยอดอ่อน ขนอ่อน เปลือกต้น ก้านใบ กระพี้ ยาง แก่น ราก ใบ ผล เมล็ด รายละเอียดดังนี้
  • ดอกสะเดาและยอดอ่อนสะเดา สามารถใช้ แก้พิษโลหิต หยุดเลือดกำเดา รักษาริดสีดวงในลำคอ บำรุงธาตุ ช่วยขับลม
  • ขนอ่อนสะเดา สามารถใช้ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะพิการ
  • เปลือกต้นสะเดา ใช้ลดไข้ ช่วยเจริญอาหาร แก้ท้องเดิน
  • ก้านใบสะเดา สามารถใช้ลดไข้ นำมาทำเป็นยารักษาโรคมาลาเรีย
  • กระพี้ สามารถใช้รักษาถุงน้ำดีอักเสบ
  • ยางของต้นสะเดา ใช้ในการดับพิษร้อน
  • แก่นสะเดา รักษาอาการแก้อาเจียน ช่วยขับเสมหะ
  • รากสะเดา สามารถนำมาใช้รักษาโรคผิวหนัง ขับเสมหะ
  • ใบสะเดา และผลสะเดา สามารถใช้ทำเป็นยาฆ่าแมลง และบำรุงธาตุ
  • ผลของสะเดา จะมีรสขม นิยมนำมาใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ เป็นยาระบาย รักษาโรคหัวใจเดินผิดปกติ
  • เปลือกของรากสะเดา จะมีรสฝาด ใช้ลดไข้ ทำให้อาเจียน และใช่รักษาโรคผิวหนัง
  • เมล็ดสะเดา สามารถนำมาสกัดน้ำมัน และสามารถใช้รักษาโรคผิวหนัง และทำเป็นยาฆ่าแมลง

เหงือกปลาหมอ ผักพื้นบ้านที่จัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะทำให้อายุยืน อีกทั้งยังช่วยยับยั้งและต่อต้านมะเร็งได้

สรรพคุณเหงือกปลาหมอ

ยาสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้  ใบ ต้มกับน้ำดื่ม แก้นิ่วในไต ทั้งต้น 10 ส่วน เข้ากับพริกไทย 5 ส่วน ทำเป็นยาลูกกลอน แก้โรคกระเพาะ ขับเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ ทั้งต้น ใช้รักษาแผลฝีหนอง ใช้  ใบและต้น แก้ตกขาว โดยตำเป็นผงละลายน้ำผึ้ง หรือน้ำมันงา ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน ตำรายาไทย  ใช้  ใบ รสเค็มกร่อยร้อน ตัดรากฝีภายใน และภายนอกทุกชนิด แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยบำรุงรักษารากผม แก้ประดง ใบเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาตกขาว , ระดูขาวของสตรี ใบสด แก้ไข้ ลมพิษฝี แก้ฝีทราง หรือใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียด ใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัด พอกฝี และแผลอักเสบ ต้นและเมล็ด มีรสเผ็ดร้อน รักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย เมล็ด ใช้เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาแก้ไอ ขับเลือด แก้ฝี ทั้งต้น มีรสเค็มกร่อย ทั้งต้นสด รักษาโรคผิวหนังจำพวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย และผื่นคันตามร่างกาย ต้มรับประทานแก้พิษฝีดาษ พิษฝีภายใน ตัดรากฝีทั้งปวง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มอาบ แก้พิษไข้หัว แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ตำพอก ปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง คั้นเอาน้ำทาศีรษะบำรุงรากผม ใช้ยับยั้ง/ต้านมะเร็ว ช่วยเจริญอาหาร บรรเทาอาการปวดศีรษะ ราก ใช้รากสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคงูสวัด บำรุงประสาท แก้หอบหืด ขับเสมหะ เหงือกปลาหมอ ทั้ง 5 (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เมล็ด) มีสรรพคุณช่วยแก้พิษฝี แก้มะเร็ง ช่วยในการเจริญอาหาร ช่วยให้เลือดลดปกติ เป็นยาอายุวัฒนะ

ผักชีลาว เป็นผักพื้นบ้านอีกหนึ่งชนิดที่มีประโยชน์และมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วยแก้อาการท้องผูก, ขับลม, แก้วิงเวียนศีรษะ, ต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงเสริมภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และที่สำคัญเลยก็คือสามารถช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

สรรพคุณของผักชีลาว

  • มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก ช่วยในการชะลอวัย
  • ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ช่วยป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับตาต่าง ๆ (เพราะมีวิตามินเอสูงมาก)
  • ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง (มีแคลเซียมสูง)
  • สรรพคุณของผักชีลาวใช้เป็นยาบำรุงกำลังชั่วคราว (ผลแก่)
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยยับยั้งหรือช่วยชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
  • ช่วยรักษาโรคเบาหวาน (เบตาแคโรทีน)
  • ช่วยขยายหลอดเลือด
  • ช่วยบำรุงปอด แก้หอบหืด ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้อาการสะอึก ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เป็นลม ช่วยทำให้ง่วงนอน (ผล)
  • ช่วยขับเหงื่อ ช่วยแก้อาการบวม ช่วยแก้เหน็บชา (ทั้งต้น)
  • ช่วยกระตุ้นการหายใจ
  • ช่วยเพิ่มปริมาณของน้ำนมสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตร ช่วยลดอาการโคลิค (Baby colic) หรืออาการ “เด็กร้องร้อยวัน” ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในเด็กแรกเกิด ช่วยส่งเสริมการทำงานของกระเพาะอาหาร (ใบ)
  • ช่วยแก้อาการปวดท้อง ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดให้เป็นผงแล้วชงกับน้ำดื่มวันละ 4 แก้ว ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดให้เป็นผงแล้วชงกับน้ำดื่มวันละ 4 แก้ว หรือจะใช้ต้นสดนำมาผสมกับนมให้เด็กอ่อนดื่มแก้อาการก็ได้เช่นกัน (ผลแก่)
  • แก้อาการอึดอัดแน่นท้อง ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 50 กรัม นำมาเคี่ยวกับน้ำจนข้นแล้วรับประทาน ช่วยรักษาไส้ติ่งอักเสบ ด้วยการใช้ต้นสดประมาณ 60 กรัมนำมาต้มกับน้ำกิน (ต้นสด)
  • ช่วยขับลมในลำไส้ ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดให้เป็นผงแล้วชงกับน้ำดื่มวันละ 4 แก้ว (ผลแก่)
  • ช่วยแก้อาการท้องผูก ด้วยการใช้ใบสดหรือยอดอ่อนนำมาต้มกินเป็นอาหาร แก้อาการปัสสาวะขัด ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 50 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นชา ช่วยรักษาฝีเนื้อร้าย ด้วยการใบสดนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นฝีวันละ 2 ครั้ง (ใบ)

ผักติ้ว ผักที่นิยมรับประทานในภาคอีสานเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีงานวิจัยของนิสิตโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในงานวิจัยส่วนหนึ่งระบุไว้ว่า “ผักติ้ว” มีฤทธิ์ต้านมะเร็งตับได้และไม่ทำลายเซลล์ปกติด้วย (แต่งานวิจัยยังไม่เสร็จสิ้นพอที่จะนำเอาไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์)

สรรพคุณของผักติ้ว

  • ช่วยบำรุงโลหิต ฟอกโลหิต (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา) ช่วยแก้ประดง (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา)
  • เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำกินแก้ธาตุพิการ (เปลือกต้น)
  • ผักติ้วเป็นผักที่มีวิตามินเอสูง จึงมีสรรพคุณช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเป็นตาบอดกลางคืน และโรคตาไก่
  • ช่วยขับลม ช่วยแก้อาการปวดตามข้อ แก้ไขข้อพิการ (ยอด, ใบอ่อน, ดอก, เถา)
  • รากและใบ ใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการปวดท้อง (รากและใบ)
  • ใช้รากผสมกับรากปลาไหลและหัวแห้วหมู นำมาต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้งเป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะขัด (ราก)
  • แก่นและลำต้น ใช่แช่กับน้ำดื่ม ช่วยแก้ปะดงเลือด หรืออาการเลือดไหลไม่หยุด (แก่นและลำต้น)
  • ต้นและยางจากเปลือกต้น ใช้ทาแก้อาการคัน (ยาง)
  • เปลือกและใบ นำมาตำผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใช้ทารักษาโรคผิวหนังบางชนิด (เปลือกและใบ)
  • น้ำยางจากต้น ใช้ทารักษารอยแตกของส้นเท้าได้ (ยาง)

มีงานวิจัยเรื่องการทดลองสารที่พบจากใบผิวติ้วขน โดยพบว่ามีฤทธิ์ในการต้านมะเร็งตับได้ และยังไม่ทำลายเซลล์ปกติอีกด้วย แต่งานวิจัยดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้นพอที่จะเอาไปใช้ต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ จึงสรุปได้แต่เพียงว่า การรับประทานผักติ้วเป็นประจำจะช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งตับได้ (ใบ)

ผักแขยง หรือผักกะแยงพบมากในภาคอีสานสามารถนำมาจิ้มกินกับน้ำพริก ลาบ ก้อย หรือแกงได้หลากหลาย ซึ่งผักแขยงมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากจึงมีส่วนช่วยในการต้านมะเร็งได้

สรรพคุณของผักแขยง

  • ผักแขยงมีรสเผ็ดร้อน กลิ่นหอมฉุน ช่วยทำให้เจริญอาหาร ลดอาการเบื่ออาหาร (ทั้งต้น)
  • หมอยาพื้นบ้านแนะนำว่า ให้กินผักแขยงเพื่อป้องกันเส้นเลือดตีบตันและไข้ร้อนใน (ทั้งต้น)
  • ใช้เป็นยาแก้ไข้ ลดไข้ ด้วยการใช้ต้นผักแขยงสด ๆ ประมาณ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน (ทั้งต้น)
  • ตำรายาพื้นบ้านภาคอื่น ๆ จะใช้ผักแขยงทั้งต้นและรากเป็นยาแก้ไข้หัวลม โดยใช้ในปริมาณตามต้องการ ก่อนนำมาใช้ให้ล้างน้ำให้สะอาดเสียก่อน แล้วนำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำกิน (ทั้งต้น)
  • ทั้งต้นใช้เป็นยาขับลมและเป็นยาระบายท้อง (ทั้งต้น)
  • ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ (ทั้งต้น)
  • ใช้แก้อาการคัน กลาก และฝี ด้วยการใช้ต้นสดนำมาต้มกับน้ำใช้ชะล้างบริเวณที่เป็น หรือนำมาคั้นเอาน้ำทา หรือนำมาตำพอกบริเวณที่เป็น (ทั้งต้น)
  • ทั้งต้นใช้ตำพอกแก้อาการบวม (ทั้งต้น)
  • ใช้เป็นยาแก้พิษงู (สำหรับงูพิษที่ไม่มีพิษร้ายแรง) ด้วยการใช้ต้นสด ๆ ประมาณ 15 กรัม นำมาตำให้ละเอียดผสมกับต้นฟ้าทะลายโจรสด ประมาณ 30 กรัม แล้วนำไปผสมกับน้ำส้มในปริมาณพอควร คั้นเอาน้ำดื่ม ส่วนกากที่เหลือให้เอามาพอกรอบ ๆ บาดแผล แต่อย่าพอกบนบาดแผล (ต้น)
  • ทั้งต้นแห้งที่เก็บไว้นาน 1 ปี เมื่อนำมาต้มกับน้ำดื่ม จะมีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษเบื่อเมา (ทั้งต้น)
  • ตำรายาพื้นบ้านทางภาคอีสานจะใช้ผักแขยงทั้งต้นเป็นยาช่วยขับน้ำนมของสตรี โดยจะนำมาใช้หลังจากการคลอดบุตรมาได้สักพักแล้ว เนื่องจากตอนคลอดบุตรใหม่ ๆ ร่างกายของคุณแม่อาจยังไม่เข้าที่หรือยังอ่อนแอมาก กลิ่นของผักแขยงอาจทำให้เกิดอาการเวียนหัวหรือคลื่นไส้ได้ (ทั้งต้น)
  • ทั้งต้นมีสรรพคุณช่วยแก้น้ำนมแม่ที่มีรสเปรี้ยว (ทั้งต้น)

 

ที่มา   http://kaset-lifestyle.com/8436

Leave a comment

Related Posts