จากนาข้าวสู่ “ไร่มันเทศ” ครบวงจร

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถือเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีพื้นที่การทำนามาก  ทั้งยังประสบปัญหาบ่อยที่สุด โดยปัญหาที่หนักคือเรื่องอุทกภัยที่เกษตรกรต้องเจอแทบทุกปี จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถือเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีพื้นที่การทำนามาก ทั้งยังประสบปัญหาบ่อยที่สุด โดยปัญหาที่หนักคือเรื่องอุทกภัยที่เกษตรกรต้องเจอแทบทุกปี

คุณวิภาค ข้าวหอมหาง เกษตรกรผู้ปรับเปลี่ยนจากการทำนาข้าวเป็นมันเทศ อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (โทร. 08-1994-3634) เล่าว่า หลังจากที่ประสบปัญหาหลายอย่างจากการทำนาทั้งเรื่องราคาที่ตกต่ำ  โรคแมลงเยอะ การจัดการยุ่งยาก และปัญหาจากธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ทำให้หันมาปลูกมันเทศเมื่อปี พ.ศ. 2557 เพราะมองว่ายังมีผู้ปลูกไม่เยอะมากและเป็นที่ต้องการของตลาด โดยได้ปลูกในพื้นที่นาทั้งหมดประมาณ 60 ไร่

“มันเทศที่ปลูกนั้นมีประมาณ 9 สายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ไทยและต่างประเทศ เช่น มันไข่ มันกระต่าย มันแคร์รอต มันญี่ปุ่น และมันเวียดนาม โดยในปีหนึ่งจะปลูกเพียงแปลงละหนึ่งรอบเท่านั้น แต่จะเป็นในลักษณะทยอยปลูกตลอดทั้งปี สาเหตุที่เลือกปลูกเพียงหนึ่งครั้งเพื่อบำรุงรักษาดิน และหากมีการปลูกติดต่อกันโดยไม่มีการพักดินอาจทำให้เกิดปัญหาการระบาดของโรคหรือแมลงได้”

การปลูกมันเทศ

  • การปลูกมันเทศสามารถทำได้ง่าย ใช้น้ำน้อย ไม่ต้องการการดูแลที่ละเอียด และทุกสายพันธุ์มีวิธีการปลูกคล้ายกันดังนี้ เริ่มต้นจากการเตรียมดิน ให้ไถพรวนจนดินโปร่ง ร่วน อย่างน้อย 3 ครั้ง จากนั้นโรยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์รองพื้นให้เต็ม
  • เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วก็ทำการยกร่องดินให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ความกว้างบนสันร่องประมาณ 25 เซนติเมตร และมีระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 80 เซนติเมตร
  • เมื่อแปลงปลูกพร้อมแล้วสามารถปลูกได้ทันที โดยการปลูกจะมี 2 แบบคือ ปลูกด้วยยอดพันธุ์ และปลูกจากหัว ซึ่งที่ไร่จะใช้การปลูกยอดพันธุ์เป็นหลักเพราะสามารถเก็บมาจากการปลูกในรอบก่อนได้ ส่วนการปลูกจากหัวนั้นได้ใช้ในตอนเริ่มปลูกใหม่ ๆ คือยังไม่มีร้านหรือไร่อื่น ๆ จำหน่ายพันธุ์ที่ต้องการ

“สำหรับการปลูกโดยใช้ยอดพันธุ์นั้นทำได้ง่ายคือ หากเก็บเกี่ยวยอดมาจากแปลงปลูกที่มีอยู่แล้วจะเก็บให้มีความยาวประมาณ 1 คืบ หรือประมาณ 5 ปล้อง ทิ้งไว้ 1-2 คืน เพื่อให้รากงอกออกมา จากนั้นก็นำลงแปลงโดยใช้จอบหรือไม้เป็นอุปกรณ์ช่วย หากเป็นจอบให้ฟันหรือสับลงดินหนึ่งครั้งแล้ววางยอดพันธุ์ลงในร่อง เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30 เซนติเมตร” หลังจากลงยอดพันธุ์ประมาณ 7-15 วัน ต้องจัดการวัชพืชที่เกิดในท้องร่องเพื่อไม่ให้มารบกวนต้นมันโดยใช้สารเคมีชนิดเผาไหม้เข้าช่วย ฉีดพ่นแค่พอให้ใบไหม้ ต้นโทรม ไม่จำเป็นต้องตายสนิท

คุณวิภาคบอกว่า ปัญหาเรื่องด้วงงวงถือเป็นปัญหาที่สำคัญในการปลูกมันเทศ  ซึ่งศัตรูพืชชนิดนี้จะมาทำลายกัดกินโคน และหัวมันเทศทำให้ผลผลิตเสียหายจนไม่สามารถจำหน่ายได้   ซึ่งการพักแปลงปลูกสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ในระดับหนึ่ง และอีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาที่สามารถใช้ควบคู่กันคือน้ำหมักชีวภาพจากสมุนไพรมาฉีดพ่นให้ทั่ว สลับกับการสูบน้ำให้ท่วมแปลงเพื่อตัดวงจรการวางไข่ของด้วงงวงมันเทศ

เมื่อต้นมีอายุประมาณ 1.5-2 เดือน สามารถใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มเติมเพื่อบำรุงให้ผลผลิตอย่างหัวมันมีรสหวานหรืออร่อยมากขึ้น โดยสูตรที่ใส่ให้เน้นโพแทสเซียม (K) ผสมลงในน้ำหมักชีวภาพที่ทำการฉีดพ่นในปริมาณ 1 กิโลกรัม/ไร่ แต่หากดินมีคุณภาพดีหรือธาตุอาหารที่เพียงพอตั้งแต่ต้นก็ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มเติมระหว่างการปลูก และในช่วงเดียวกันผู้ปลูกสามารถตัดยอดพันธุ์เพื่อนำไปปลูกในแปลงอื่นหรือจำหน่ายให้แก่ผู้ที่ต้องการต่อไปได้

การปลูกมันเทศนั้นมีอยู่สองลักษณะคือปลูกเพื่อเก็บหัวและปลูกเพื่อจำหน่ายเพียงยอดพันธุ์ หากเป็นการปลูกแบบที่สองนั้นสามารถทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องมีการดูแลเพิ่มเติมระหว่างปลูก และให้น้ำโดยการเปิดเข้าร่องเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งต้นทุนในการปลูกมันเทศถือว่าน้อยประมาณ 2,500-3,000 บาท/ไร่ เท่านั้น (ไม่รวมค่ายอดพันธุ์) ซึ่งเมื่อคำนวณแล้ว มันเทศถือเป็นพืชที่คุ้มค่าต่อการปลูกชนิดหนึ่งหากจำหน่ายทั้งยอดพันธุ์และหัวมันเทศ

 

ที่มา   https://kasettumkin.com/agriculture-news/article_2836

Leave a comment

Related Posts